‘พี สะเดิด’ดนตรีไร้ข้อจำกัด
‘ซิ่งสะเดิด อีดี แซ่บ’หมอลำEDM

จับกระแสลูกทุ่ง

หยิบเพลงเก่ามาทำดนตรีใหม่ให้ทันยุค จนออกมาเป็น “Zing Saderd ED Zap” (ซิ่งสะเดิด อีดี แซ่บ) แล้วนักร้องขวัญใจคนไกลบ้าน ‘พี สะเดิด’ ก็หอบไปเล่นโชว์แฟนๆ แถบยุโรปให้หายคิดถึงบ้านกัน ไปเลย

วันนี้มีโอกาสได้คุยกับ ‘พี สะเดิด’ กับไอเดียผสมผสานดนตรีทุกยุคสมัยเข้าด้วยกัน

ปล่อยเพลงใหม่ ซิ่งสะเดิด ED ZAP เป็นการเอาเพลงเก่ามาทำดนตรีใหม่?
พี สะเดิด – “คือเพลงเก่านานมาก ออกแนวลำซิ่ง เนื้อเพลงจะเป็นภาษาอีสาน ที่ทำเป็นแบบ EDM เพราะว่าผมไปเจอพี่ๆ น้องๆ บ้านเราที่อยู่ต่างประเทศ เขาคิดถึงบ้านก็เลยนึกถึงเพลงนี้เลยหยิบขึ้นมา แล้วผมเห็นเทคโนโลยีและดนตรีมันก้าวหน้าไปแบบไม่หยุดนิ่ง ด้วยความเป็นเราที่อยากจะทำอะไรที่มันใหม่ๆ ที่มันน่าลอง ก็เลยมีเพลงนี้ขึ้นมา และผมชอบแนว EDM อยู่แล้ว ชอบซาวด์อิเล็กทรอนิกส์ ชอบเพลงของ Alan Walker ชอบเมโลดี้ที่มันสวยงาม ไม่ใช่ว่ามันต้องตื๊ดอย่างเดียวก็เลย เอาแรงบันดาลใจจากตรงนี้ แล้วก็ผสมกับดนตรีแนวใหม่อย่างอิเล็กทรอนิกส์ที่จะให้ทั้งแฟนเพลงเก่าได้หายคิดถึง และคน ยุคใหม่ก็ฟังได้ ให้มันได้อยู่ในยุคนี้ด้วย และเพลงนี้ยังจะมีความเป็นพิณอยู่ในนั้นอยู่ ผมไปหาอาจารย์ทองใส ทับถนน หมอพิณคนแรกที่เล่นพิณไฟฟ้า ไปศึกษาไลน์พิณของอาจารย์ เพื่อที่จะหาไอเดียมาทำเป็น เพลงนี้”

เนื้อหายังเหมือนเดิมเปลี่ยนไปแค่ทำนองดนตรีเท่านั้น?
พี สะเดิด – “ทำนองดนตรีบางอย่างเปลี่ยนไปแต่ทำนองหลักที่เป็นลำซิ่งยังอยู่ อย่างท่อนแรกของเพลง จะเล่าเรื่องราวเปิดท่อนหัวมาให้ชัดเจนเป็น EDM แต่พอ ท่อนกลางตรงท่อนโซโล่ก็เหมือนเล่าเรื่องราวให้สนุกสนาน แต่ท่อนท้ายก็จะเป็นท่อนลาให้เปรียบเสมือนว่ามีพบกัน มีความสุขใช้ชีวิตร่วมกัน แล้วสุดท้ายก็ต้องแยกย้ายกันไป”

ขยายความคำว่า หมอลำ EDM ว่าเป็นยังไง?
พี สะเดิด – “คือถ้าถามว่าผมเสี่ยงไหมที่จะทำ เขาจะชอบกันไหม ไหนๆ เราก็จะเสี่ยงแล้ว และเราชอบลองอะไรใหม่ๆ แนวร็อกที่เป็นเฮฟวี่เมทัลเราก็ทำมาแล้ว ก็ท้าทายดี ที่สำคัญคำว่าดนตรีมันไม่มี ข้อจำกัด มันเป็นโลกที่ทุกคนเปิดรับกับ ทุกอย่าง ก็เลยกล้าที่จะทำออกมา”

“ส่วนเพลงนี้ทำไมถึงบอกว่ามันไม่ใช่ EDM เลยทีเดียว เพราะว่าความเป็นอีสานก็ยังคงอยู่กับเรา คือคำว่าแซ่บมันเป็นคำของอีสานแท้ก็เลยอยากจะเปลี่ยนจาก EDM มาเป็น ED ZAP และความเป็นลำซิ่งมันแซ่บ อยู่แล้ว มันสนุก คือไปเล่นที่ไหนอีสานบ้านเรา ผมนำเพลงนี้ไปร้องเกือบจะทุกเวทีก่อนจะมาเป็น EDM มันก็ยังสนุกมันก็ยังแซ่บอยู่ ก็เลยเลือกที่จะใช้คำว่า ซิ่งสะเดิด ED ZAP อยากให้กลุ่มของ EDM เข้าใจความหมายว่าเราเอาซาวด์ของเขามาด้วย แล้วเราก็เอาความเป็นเราอยู่ในนี้ด้วย ก็ตอบโจทย์ใน EDM ในเวอร์ชั่นพี สะเดิด”

เป็นการเปิดมุมมองใหม่ให้กับ แฟนเพลง?
พี สะเดิด – “ใช่ครับ แล้วด้วยความที่ดนตรีบ้านเรามันแข็งแรงในเรื่องของเมโลดี้ ถ้าเป็นเรื่องของดนตรี วัฒนธรรม แล้วก็ แข็งแรงในเรื่องของภาพโขนไทย ดนตรี พื้นบ้านของเรา เหนือ ใต้ อีสาน จะชัดเจนมาก แต่อาจจะยังไม่ค่อยได้เห็นว่าเราเอาดนตรี ของเราไปผสมอยู่ในนั้นมากมาย แต่พอมันมาเป็นดนตรีอีสานผสมแบบนี้แล้ว มันก็เป็นอะไรที่เป็นไทย”

“อย่าง EDM ทั่วโลกเขาก็มีเมโลดี้ของเขาผสมอยู่ในดนตรี EDM โดยเฉพาะในเทศกาลดนตรี EDM แต่ละที่มันส์มาก มีหลากหลายมาก นึกถึงภาพตรงนั้นก็เลยอยากจะทำเพลงนี้ แล้วถ้าทุกคนได้เห็นภาพเอ็มวีแล้วก็จะคิดถึง เพราะผมมีทั้งภาพทุ่งนา ภาพควาย มีภาพที่ไปยืนมูนวอล์กอยู่ทุ่งนา มูนวอล์กอยู่ที่กรุงโรม โคลอสเซียม มันเหมือนเป็นการผสมผสานทั้งตะวันออกและตะวันตกแล้วภาพที่อยู่ในนั้นสีสันก็เต็มที่”

ไปทัวร์คอนเสิร์ตต่างประเทศด้วย?
พี สะเดิด – “การทัวร์คอนเสิร์ตต่างประเทศของผมก็เหมือนเป็นรางวัลของเราในทุกๆ ปีและเป็นเสน่ห์ของวงพี สะเดิด เพราะเราไปทุกครั้งเหมือนไปให้กำลังใจคนไทยที่อยู่ ต่างประเทศ พอเขาได้รับกำลังใจแล้วเขาก็มีกำลังใจสู้ต่อ เราสัมผัสได้ถึงตรงนั้น รวมถึงเพลงนี้ที่ผมทำมันก็เหมือนได้แรงบันดาลใจมาจากหลายอย่าง แล้วก็หลังจากโควิด 3 ปี ไม่ได้ไปทัวร์มันก็เก็บกดเหมือนกัน ผมก็อยากไป แล้วแฟนๆ เขาก็เรียกร้อง”

“ก็ไล่ไปตั้งแต่เยอรมัน ที่มิวนิก กับ ดุสเซลดอร์ฟ, ซูริก สวิตเซอร์แลนด์, สวีเดน สตอกโฮล์ม แล้วก็จะมีคอนเสิร์ตแบบ private แบ๊กกราวด์เป็นแสงเหนือที่นอร์เวย์ สวีเดน แถบๆ พื้นที่ติดกัน เราก็เล่นท่ามกลางบรรยากาศแสงเหนือสีเขียว”

ความรู้สึกในฐานะศิลปินที่แฟนๆ ต่างรอคอย?
พี สะเดิด – “ดีใจ ปลื้ม ขอบคุณไม่รู้จะขอบคุณยังไง ผมก็ทำเพลงออกมาอยากจะให้ทุกคนสนุกและมีความสุขในทุกๆ ปีถ้าทำได้ รู้ว่าแฟนๆ รอมัน รู้สึกดีใจและมีแรงที่จะทำงานต่อ”

ศิลปินหน้าใหม่เกิดขึ้นมา แต่ชื่อ พี สะเดิด ยังได้รับความนิยมอยู่ตลอดรู้สึกยังไงบ้าง?
พี สะเดิด – “ส่วนตัว ผมว่ามันเป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับตัวเรา เราเป็นนักร้องมาหลายปีแล้วแต่ทุกคนก็ยังไม่ลืมเรา ก็ไม่มีคำพูดไหนที่จะอธิบายได้ตรงนี้ ก็ได้แต่ขอบคุณ”

ถามถึงเรื่องสุขภาพ แฟนคลับตกใจกับข่าวป่วยมะเร็งเต้านม?
พี สะเดิด – “จริงๆ เป็นเรื่องเก่าแล้ว เมื่อ 10 ปีที่แล้วไม่มีใครรู้ ผมมีก้อนบนหน้าอก 2 ก้อน คือตอนนั้นก็รู้กันแค่ผู้จัดการ และไม่มีอาการใดๆ แล้วพอไปตรวจก็เจอเป็นเซลล์มะเร็ง คือพอบอกว่าเป็นมะเร็ง คนก็จะกลัวตาย ซึ่งเขายังไม่ได้บอกนะว่าเป็นระยะไหน แต่ก็พร้อมที่จะผ่า เรากลัวและจิตตก ก็เลยไปปรึกษาพระที่เรานับถือ พระท่านก็บอกไม่ต้องกลัว มันคือเรื่องกรรมไปทำกับเขาไว้ ท่านก็บอกว่าต้องภาวนาทำสมาธิ แล้วก็กินสมุนไพรคู่ไปด้วย ส่วนหมอแผนปัจจุบันจะให้ยาอะไรมาก็เอา แต่อย่าไปผ่ากลัวมันลาม ก็เชื่อทางหลวงพ่อ”

“ด้วยความศรัทธาที่เรามีก็ลืมไปเลยว่ามันคือเชื้อมะเร็ง แล้วหันมากินอาหารคลีน กินผัก ส่วนยาที่หมอเตรียมให้เราตั้งแต่ตอนที่เรายังไม่ได้ผ่า ผมก็ไม่ได้กินเลย พอผมปฏิบัติตัวทำสมาธิ แล้วไปเช็กอัพ 3 เดือน 6 เดือน เชื้อมันก็เริ่มลดน้อยลงไป จนปีนึง เชื้อไม่มีเลย แต่ไม่ใช่ไม่เชื่อแผนปัจจุบันนะ แต่ผมแค่เลือกทางนี้ ทุกอย่างก็หาย ไปหมด คือนับตั้งแต่ตรวจเจอ แล้วก็รักษาคือ 1 ปี ก็ตรวจไม่เจอเชื้อแล้ว อันนี้เมื่อ 10 ปีที่แล้วนะ ปัจจุบันนี้ไปเช็กก็ไม่มีเชื้อแล้ว”

หลังจากที่เรารักษาหายทำให้เราใช้ชีวิตเปลี่ยนไปไหม?
พี สะเดิด – “ครั้งนั้นมีผลมากกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เพราะเรารู้ว่าเราจะตาย เราจะกลัว ด้วยความเป็นสัญชาตญาณของคน เราจะอยู่ยังไง เรายังไม่ได้ทำอะไรเลย ครอบครัวก็ยังอยู่ พ่อแม่ยังไม่ได้ดูแล เราก็เปลี่ยนวิธีคิดไปหมด เราก็มีความสุขง่ายขึ้น โกรธคนหายเร็วขึ้น แต่มันไม่ได้ทำให้ขี้เกียจทำงานนะ ก็ใช้ชีวิตและทำงานในกำลังที่เรามี ใช้ชีวิตให้มีความสุข”

อชริญา บุญชู

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน