ธปท.หมุนหางเสือคุมศก.ปักธงสกัดเงินเฟ้อ-หนี้ครัวเรือน

รายงานพิเศษ

พาคณะสื่อมวลชนไปสูดโอโซนให้ชุ่มปอด เก็บตกด้วยประเด็นด้านเศรษฐกิจที่น่าสนใจ กับทริปสื่อมวลชนสัญจรประจำปี ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อช่วงปลายเดือนก.ย.ที่ผ่านมา

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. โชว์ทิศทางดำเนินงานในระยะต่อไปที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ต้องจับตามอง โดยผู้ว่าการ ธปท. ย้ำให้เห็นภาพการทำงานของธปท.ให้ชัดเจนว่า ในปี หน้างาน ธปท.จะเป็น ‘งานหางเสือ’ ต้องเซ็ตหางเสือไป ให้ถูกทาง เพราะธปท.ไม่เหมือนเรือลำเดียว กว่าจะมีทิศทาง ที่ชัด เรือหลายๆ ลำจะได้ไปในทิศทางเดียวกัน

ในปี 2566 ต้องเริ่มด้วยบริบทเศรษฐกิจ ตอนนี้อยู่ในช่วงกำลังฟื้น กลับไปสู่ช่วงก่อนโควิดปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้าจะทำอย่างไรให้การฟื้นตัวไปได้ แบบ SMOOTH TAKE-OFF โจทย์เรา ไม่เหมือนที่อื่น ต้องถามว่าอะไรที่จะทำให้เศรษฐกิจสะดุด

หางเสืออันแรกเลย คือ เงินเฟ้อทำให้การฟื้นตัวสะดุด หรือ ภาวะการเงินตึงเกินไป เป็นเรื่องที่ต้องทำให้มั่นใจว่าจะ SMOOTH TAKE-OFF ต้องทำนโยบายการเงินให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ถ้าไม่ปกติก็คุมเงินเฟ้อไม่ได้ แต่ด้วยเรื่องเศรษฐกิจที่เป็นแบบนี้ เรื่องนโยบายดอกเบี้ยก็ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ต้องทำให้เหมาะสมกับบริบททางเศรษฐกิจ

หางเสือที่ 2 ต้องดูเรื่องหนี้ครัวเรือน ให้อยู่ในระดับที่ยั่งยืนกว่าที่เป็นอยู่ หนี้ตอนนี้อยู่ที่ราว 88% ของจีดีพี แต่เกณฑ์สากลปกติ หนี้ไม่ควรเกิน 80% ของจีดีพี ถ้าไม่ทำให้กลับมาสู่ในระดับที่ยั่งยืนเศรษฐกิจฟื้นไปแล้วก็จะสะดุด หลักการที่จะทำต้องยึด 3 องค์ประกอบ 1.ทำแบบครบวงจร ดูตั้งแต่ทั้งช่วงชีวิตก่อนก่อหนี้ เรื่องความรู้ความเข้าใจ 2.ระหว่างก่อหนี้ และ 3.ระยะที่หนี้มีปัญหา ต้องดูทุกช่วงของหนี้

“อะไรควรทำและอะไรที่ไม่ควรทำในการแก้หนี้ ตรงนี้สำคัญมากๆ มันก็มีกระแสที่อยากจะแก้เร็วแก้เบ็ดเสร็จ แต่เรื่องนี้อยู่กับเรามานาน มันไม่มีคำตอบที่ยาวิเศษ ทำเร็วเกินไปก็มีปัญหา การแก้ต้องยึดหลักการที่ถูกต้อง ต้องไม่สร้าง moral hazard การแก้ต้องตรงจุดมากกว่าทอดแห ไม่ใช่การผลักภาระหนี้และหนี้ไม่ได้ลด เช่น การพักหนี้ การเตะปัญหาไปเรื่อยๆ ไม่ใช่การแก้ปัญหาและไม่ควรทำให้เกิดปัญหา เช่น การลบข้อมูลเครดิตบูโร ล้างบาป ไถ่บาป ท้ายสุดแล้วถ้าไม่มีข้อมูล ผู้ปล่อยกู้ก็ ไม่อยากปล่อยให้ ดังนั้น ต้องยึดหลักการให้ถูก ดังนั้น การ แก้ปัญหาไม่เร็ว ใช้เวลา”

หางเสือที่ 3 กระแสของความยั่งยืน หรือ GREEN เราเป็นประเทศที่ถูกกระทบจากกระแสโลกร้อน ทั้งภูมิอากาศ และมาตรการตอบโต้ ที่ประเทศพัฒนาแล้วกำลังใส่เข้ามา ตัวเลขที่เห็นได้ชัด คือ 30% หรือราว 1 ใน 3 ของแรงงานไทยอยู่ใยภาคการเกษตร น้ำท่วม น้ำแล้ง ก็ถูกกระทบ 50% ของธุรกิจส่งออกอยู่ในเซ็กเตอร์ที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องยนต์สันดาป ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ

ดังนั้น บทบาทของ ธปท. คือ ทำอย่างไรให้ภาคการเงินมี ส่วนช่วยในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Green Transition) ไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนกว่านี้ ในฐานะองค์ประกอบหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยทั้งรัฐบาลและประเทศถึงจะแก้ไขปัญหาได้ โดยในเดือนส.ค.ที่ผ่านมา แบงก์ชาติได้ออกเอกสารทิศทางและ แนวนโยบาย (Directional Paper) เรื่อง Green คาดว่าในอนาคตน่าจะได้เห็นนโยบายที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

“ที่โดนถามประจำ เศรษฐกิจจะไปทางไหน จะเติบโตจาก ทางไหน ผมว่ามันไม่มีใครรู้หรอก จะคาดหวังว่าจะมีคำตอบจากหน่วยงานราชการว่า มาจากเซ็กเตอร์ไหน ลงทุนตรงไหน มันไม่มีใครรู้ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก การจะบอกว่า เอสเคิฟ จะมาจากอุตสาหกรรมประเภทไหน มันยากมาก มันไม่มีใครรู้ แต่สิ่งที่ต้องทำ เราต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเอื้อให้ของใหม่ๆ มันเกิดขึ้นได้ จึงเป็นหน้าที่รัฐที่จะทำให้มันเกิดขึ้นได้”

หางเสือที่ 4 เรื่องดิจิทัล สิ่งที่ ธปท.ทำ คือ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัล (Digital Financial Infrastructure) ซึ่งที่ผ่านมาก่อให้เกิดบริการใหม่ๆ เช่น พร้อมเพย์ (PromptPay) และการจ่ายเงินด้วยคิวอาร์โค้ด (QR Payment) มาแล้ว และ ที่จะทำต่อจากนี้ คือ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลที่เชื่อมต่อกับต่างประเทศ ผ่านการพัฒนา QR Payment ที่สามารถใช้โอนเงินไปยังต่างประเทศได้ทันที

หางเสือที่ 5 การพัฒนาบุคลากรภายใน ซึ่งเป็นเรื่องยากมากๆ สำหรับองค์กรกว่า 80 ปี จะปรับเปลี่ยนอะไรทีก็ลำบากมาก แต่ถ้าไม่เปลี่ยน เราก็จะทำภารกิจต่างๆ ได้ยากลำบาก จึงต้องเน้นเรื่องภายในด้วย

เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ

นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพด้านสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวเพิ่มเติมเรื่องการดูแลเรื่องหนี้ครัวเรือนว่า ภายในไตรมาส 1/2566 ธปท.เตรียมออกประกาศหรือหนังสือเวียนถึงสถาบันการเงินและผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) เพื่อเป็นแนวทางการปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล หรือ บัตรเครดิต ที่เป็นลักษณะการโฆษณาผ่านแคมเปญต่างๆ หรือ เรียกว่า โฆษณาเพื่อกระตุกพฤติกรรมการใช้จ่าย สำหรับสถาบันการเงินภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว เชื่อว่าจะส่งผลดีในระยะยาว และลดการก่อหนี้ที่ไม่จำเป็นของภาคครัวเรือนลงด้วย

ทั้งนี้ เกณฑ์ที่จะออกมาจะต้องไม่เป็นปัญหาในการก่อหนี้ในระยะยาว แคมเปญที่สนับสนุนให้ก่อหนี้จนขาดคุณภาพ ไม่ได้ยั่งยืน โดยเฉพาะคำชี้ชวนให้ก่อหนี้ประเภท “ของมันต้องมี” ซึ่งจากที่ตรวจสอบมีแคมเปญโฆษณาต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นนอนแบงก์ เช่น ให้กู้เพื่อไปท่องเที่ยวเมืองนอก กู้เพื่อซื้อสินค้า แบรนด์เนม กู้ผ่อนมือถือ เช่น ไอโฟน 14 ยาวๆ นานๆ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้ห้ามแต่อยู่ที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะทุกวันนี้มีการกู้เพื่อของมันต้องมี และปัจจุบันเด็กจบใหม่มีหนี้เร็ว และคนไทยยังมีหนี้นาน ใกล้เกษียณแล้วยังมีหนี้

ด้านนายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพด้าน การเงิน ธปท. ชี้แจงเพิ่มเติมถึงแนวนโยบายดูแลอัตราเงินเฟ้อว่า คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อระยะต่อไปจะปรับลดลง จากที่จะสูงสุดในช่วงไตรมาส 3/2565 และจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายใน กลางปี 2566 และที่สำคัญการขึ้นดอกเบี้ยเยอะและเร็วจะกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง และอาจมีผู้ที่เดือดร้อน

ทั้งหมดคือภาพรวมที่แบงก์ชาติส่องให้เห็นถึงทิศทางใน ปี 2566 จะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับบริบทความเสี่ยง ไม่ต่างจากปีนี้มากนัก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน