พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ไปทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2565 ท่ามกลาง พสกนิกรต่างเปล่งเสียงถวายพระพร “ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องด้วยความปลื้มปีติที่ได้ เฝ้าฯ รับเสด็จ และเข้าสักการะพระบรม ราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 9

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เกิดขึ้นจากพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงตั้งพระราชหฤทัยเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยทศพิธราชธรรมในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎรตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติ พระบรมราชานุสาวรีย์ตั้งอยู่ศูนย์กลางของอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ เปรียบดั่งศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราช ดำเนินไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ แท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2564 และเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบ พิธีเททองหล่อพระบรมรูป ส่วนพระเศียร ณ ชานหน้าพระอุโบสถวัดพระศรีรัตน ศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2565 กับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปทรงประกอบพิธีบวงสรวงอัญเชิญพระบรมรูป เพื่อประดิษฐานบน แท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2565

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประดิษฐานเหนือผังแปดเหลี่ยม ตามอย่างคติของพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ อันเป็นสัญลักษณ์เบื้องแรกแห่งการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สื่อความหมายว่า ทรงเป็น พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระบรมเดชานุภาพ มีผู้แทนของปวงชนในแผ่นดินทั่วทั้งแปดทิศต่างน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายแผ่นดินด้วยความจงรักภักดี

ฐานชั้นบนของพระบรมราชานุสาวรีย์ประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หันพระพักตร์ไปทางพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต หล่อด้วยโลหะสำริด ความสูง 7.70 เมตร หรือขนาด 4 เท่าครึ่งของพระองค์จริง ฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และประดิษฐานอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. ที่ด้านหน้าของแท่น พร้อมประดับแผ่นคำจารึกหล่อด้วยโลหะสำริด ทั้ง 8 ทิศ ที่แท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ ซึ่งได้จารึกพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวมทั้งพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จารึกเป็นหัวข้อต่างๆ ประกอบด้วย พระราชประวัติ พระราชาผู้ทรงธรรม กลางใจราษฎร์ ปราชญ์ของแผ่นดิน พระภูมินทร์บริบาล นวมินทร์โลกกล่าวขวัญสืบสาน รักษา และต่อยอด และบรมราชสดุดี

ฐานชั้นที่ 2 มีความสูง 1.50 เมตร เป็นฐานหินอ่อนสี่เหลี่ยมย่อมุม มีขอบกั้นเป็นรั้ว เปิดทางขึ้นลงสองด้าน ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ฐานชั้นที่ 1 มีความสูง 1.20 เมตร เป็นฐานหินอ่อน รูปทรงวงรี มีขอบกั้นเป็นรั้ว เปิดทางขึ้นลงสองด้าน ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมอ่างน้ำพุหินอ่อนทรงกลม ประดับไว้ทั้งสี่มุม รวมความสูงของพระบรมราชานุสาวรีย์ 19.45 เมตร แสดงความหมายว่า 19 คือ 1 + 9 = 10 หมายถึง รัชกาลที่ 10 และ 0.45 คือ 4 + 5 = 9 หมายถึง รัชกาลที่ 9

อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ สร้างขึ้น บนที่ดินที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน โดยมีการออกแบบภูมิสถาปัตย์ตามแบบอย่างโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ เพื่อถวายพระเกียรติยศ แสดงให้เห็นถึงความผูกพัน และความจงรักภักดี ที่ประชาชนมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่ง จะเป็นแหล่งเรียนรู้ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านองค์ความรู้ เรื่อง “ป่าและน้ำ” ซึ่งเป็นแนวคิดหลักในการออกแบบสวน และเป็นสถานที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้พระราชทานไว้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของมนุษย์กับธรรมชาติ เสริมสร้างคุณภาพชีวิตทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ทั้งยังเป็นแก้มลิงเก็บน้ำ ในช่วงฤดูฝน เป็นสถานที่ศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้ และทรงอุทิศให้เป็นสวนสาธารณะแห่งใหม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน

นางอักษราพรรณ วงษ์สืบพงศ์ อายุ 53 ปี เผยว่า “เดินทางมาจากชลบุรีตั้งแต่ ตีห้า 6 ปีที่ผ่านมาคิดถึงพระองค์ท่านมาก วันนี้พอได้เห็นพระบรมราชานุสาวรีย์ ตื้นตันใจมาก ได้สักการะแล้ว จะมาอีกเพราะ ตรงนี้เป็นศูนย์รวมจิตใจ อยู่เฝ้ารอรับเสด็จด้วย อยากเห็นพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ขอให้ในหลวงและพระราชินีทรงพระเจริญ พระองค์ทรงงานหนักสืบสาน พระราชกรณียกิจจากรัชกาลที่ 9”

ด้าน นางรัศมี พรตรีสตย์ อายุ 65 ปี กล่าวว่า “ตื้นตันใจที่ได้เห็น เข้าไปสักการะ เห็นใกล้มาก รู้สึกว่าพระองค์ท่านยิ้มให้ พระองค์ท่านเฝ้ามองประชาชนอยู่เหมือนเดิม พระบารมีพระองค์ท่านยังคงคุ้มครองเรา ขอให้พระองค์ท่านแผ่พระบารมีปกครอง ลูกหลานให้ร่มเย็น พระองค์ท่านยังคงเป็น ที่พึ่งทางจิตใจ มาเฝ้ารอรับเสด็จในหลวงและพระราชินีด้วย พระองค์ท่านทรงยิ้มให้ประชาชนตลอด ดีใจที่พระองค์ท่านทรงสืบสานงานของพระราชบิดา”

น.ส.พรสวรรค์ หุตาชัย อายุ 19 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เผยว่า เป็นนักเรียนทุนพระราชทานตั้งแต่เรียน ชั้น ม.4 ตอนนี้เรียนมหาวิทยาลัย ปี 1 แล้ว ได้ทุนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนจบการศึกษาปริญญาตรี วันนี้จึงมาเฝ้าฯ รับเสด็จพระองค์ท่าน และมาสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ด้วย “หลังจาก ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 จากไป เราก็เสียใจ ตอนนี้มีกำลังใจมากขึ้น และรู้สึกซาบซึ้ง ในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงเห็นความสำคัญของการศึกษา ทำให้เด็กที่ยากจนได้ศึกษาต่อเพื่อพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตของเราต่อไป เป็นโครงการที่พระองค์ท่านสืบสานต่อจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วย ดีใจมากค่ะ”

สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ในระหว่างวันที่ 14-16 ต.ค.ที่ผ่านมา ก่อนปิดเพื่อปรับภูมิทัศน์อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ ให้เสร็จสมบูรณ์ เพื่อให้สมพระเกียรติและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน