‘กราบพระ’เป็น!! เห็นสุขทันที
ฝึกจิต
“กราบ” ที่คนส่วนใหญ่ปฏิบัติเป็นธรรมเนียมเมื่อเข้าวัด พบพระ เจอครูบาอาจารย์ หรือขอขมาพ่อแม่ แท้จริงแล้วใครจะรู้ ถ้ากราบเป็นสามารถมองเห็นพระนิพพานได้ทันที!!
การกราบปลกๆ ชนิดรีบเหมือนติดธุระด่วนเวลาไปไหว้พระ หรือกราบที่เป็นธรรมเนียมทำเพราะความเคยชิน แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว กลายเป็นเรื่องที่สามารถมองเห็นได้ทั่วไป หรือบางคนก็ทำเพียงก้มน้อยๆ แล้วเอาสองฝ่ามือแปะลงไปบนพื้นสามครั้งแทนการกราบ โดยหารู้ไม่ว่าการทำเช่นนั้นแทนที่จะได้บุญจากการ กราบ กลับต้องเสียโอกาสตักตวงกุศลไปอย่างน่าเสียดาย ซ้ำร้ายยังเพิ่มเติมอาการปวดหลังเข้ามาอีก
วัฒนธรรมการกราบของไทย เป็นสิ่งที่เราอิมพอร์ตมาจากอินเดีย โดยการกราบของอินเดียมีการสาธยายกรรมวิธีไว้อย่างละเอียดใน “มนูธรรมศาสตร์” ซึ่งเป็นตำราอธิบายลักษณะการทำความเคารพในระบบ ‘วรรณะ’ ตามความเชื่อของศาสนา ‘พราหมณ์’ ซึ่งต่อมาแปรรูปเป็น ‘ฮินดู’ เมื่อการกราบถูกส่งต่อเข้าสู่เขตของพระพุทธศาสนา ได้ถูกปฏิรูปใหม่ให้กลายเป็นเรื่องของ “บุญกุศลและการกำราบจิตให้มิจฉาทิฏฐิพังทลาย” จากนั้นประเทศไทยเราจึงรับมรดกมาด้วยความภาคภูมิใจ
มาถึงปัจจุบันความรู้อันลึกซึ้งผ่านการกราบได้ถูกชะล้างโดยกาลเวลา ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า การกราบมีคุณประโยชน์มากมายในการฝึกจิตให้กับชีวิตประจำวันได้อย่างน้อย 3 ประการ คือ
1. บรรเทาทุกข์จากการยึดมั่นถือมั่นในอัตตาตน เพราะการ กราบเป็นการยอมน้อมศีรษะอันสูงค่าและตัวตนอันสูงเด่นในความคิดของตนเองลง เพื่อแสดงความเป็นผู้ต่ำกว่า ซึ่งโดยปกติอัตตาตัวตนของคนทั่วไปมักอวดศักดาอยู่ภายในว่า ตนเก่งดีมีความสามารถไม่แพ้ใคร จึงไม่ยอมใคร แพ้ไม่ได้ วางไม่ลง พอเห็นผู้อื่นได้ดี ความอิจฉาริษยาจึงเกิด ความน้อยเนื้อต่ำใจจึงมี ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือ “ความทุกข์” ดังนั้นการกราบจึงเป็นการ ‘ฝึกน้อมกายเพื่อโน้มใจ’ ให้อ่อนละมุนขึ้น อ่อนน้อมขึ้น ขัดเกลาอัตตาให้ลดลง จนทำให้เป็นทุกข์น้อยลง และสงบเย็นได้มากขึ้น
2. เปิดทางให้คุณธรรมที่สูงกว่าหลั่งไหลเข้าสู่จิตใจ ทั้งการกราบพระรัตนตรัย กราบครูบาอาจารย์ หรือพ่อแม่ ถ้าทำด้วยใจนอบน้อมถ่อมตน อัตตาตัวตนเบาบาง ปัญญาในการเห็นความดีของผู้อื่นจะสว่างไสว เช่น เห็นคุณของพ่อแม่ที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูมาจนเติบใหญ่ ปรารถนาดีอย่างไม่มีเงื่อนไข และพร้อมจะยืนอยู่เคียงข้างเสมอ เมื่อเห็นเช่นนี้ ความชั่วที่จะทำให้พ่อแม่เสียใจจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งสิ่งนี้คือการเพิ่มคุณธรรมให้แก่ตนเอง หรือเห็นซึ้งคุณของพระพุทธเจ้า ว่าพระองค์มีความดีเพียงไรเราจึงต้องกราบ เมื่อทราบอย่างชัดเจน พระองค์จะกลายเป็นแบบให้เอาเยี่ยงอย่าง เดินตามรอยทางที่ทรงกระทำไว้ ซึ่งนั่นคือการพัฒนากาย วาจา จิตให้ดีขึ้น
3. สยบยอมต่อความจริง การกราบในภาษาอังกฤษ คือ “Prostrate” ยังมีความหมายถึงการยอมแพ้ และการทำลาย แต่การยอมแพ้ในที่นี้ไม่ใช่ว่าเรากราบพระหรือผู้ใหญ่แล้วเราแพ้ท่าน แต่เป็นการยอมที่จะละวางความอยากดี อยากเด่น ความอยากเอาชนะของตนเอง ยอมที่จะรับรู้ว่าไม่ใช่ทุกสิ่งในโลกที่เราสามารถเหนือกว่า เอาชนะ หรือครอบครองได้ การก้มกราบลงบนพื้นดินอันเป็นธรรมชาติ เป็นการดัดนิสัยที่ชอบเอาชนะคะคานทุกอย่าง แม้แต่ธรรมชาติ ซึ่งแสดงออกมาในรูปแบบของการไม่ยอมรับความจริง หนีทุกข์ กลัวตาย ทนไม่ได้กับความผิดหวังหรือล้มเหลว ทั้งที่ความจริงล้วนไม่มีใครหนีพ้นสิ่งเหล่านี้ และที่สุดชีวิตก็ต้องกลับกลายเป็นผุยผงลงสยบต่อดินแบบที่เราก้มลงกราบนี้อีกครั้ง
ทั้ง 3 ประการนี้คือประโยชน์ของการกราบที่ควรจะได้ทุกครั้งในการลงทุนก้มลงกราบใครหรือกราบสิ่งใด
โดยเฉพาะการกราบพระ ถ้ามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในคุณของพระรัตนตรัยแล้วก้มกราบอย่างหมดจิตหมดใจด้วยศรัทธา จิตที่น้อมไปในตอนหมอบราบลงกับพื้น จะได้ดื่มด่ำไปกับความรู้สึกปีติเสมือนหลุดเข้าไปในอีกมิติหนึ่งที่เงียบสงบและชุ่มเย็น จนสามารถเข้าไปสัมผัสกับคุณค่าและความหมายที่แท้จริงของพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณได้ ซึ่งการจะเข้าถึงสิ่งนี้ จำเป็นต้องใช้ความใจเย็นและประณีตบรรจงในการกราบลงแต่ละครั้ง
มิใช่เพียงไปถึงหน้าพระศักดิ์สิทธิ์แล้วกราบปลกๆ จากนั้นขอพรตะพึด แล้วก็รีบสะบัดหน้าหนี ซ้ำยังคิดดีใจเข้าข้างตัวเองอีกว่าเป็นบุญเหลือเกินที่ได้มากราบพระองค์นั้นหรือหลวงพ่อองค์นี้!!
พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐