ให้บุญเต็มร้อย!!
ฝึกจิต
จากประสบการณ์ที่ผู้เขียนทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาอยู่ในประเทศอินเดียมานับสิบปี ทำให้เห็นวิถีพุทธของคนในประเทศนี้ ที่แตกต่างจากประเทศไทยอยู่พอสมควร ทั้งต่างดีและต่างแบบยังหาทางร่วมไม่เจอ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนของชาวพุทธในอินเดียคือ ทุกคนจะปล่อยศรัทธาเต็มที่จนสามารถใช้คำว่า “ฝากชีวิตต่อพระรัตนตรัย” ได้อย่างแท้จริงเพราะผู้ที่กล้าประกาศตนเป็นพุทธ คือ ผู้ที่สมาทานศีล 5 ตลอดชีวิต และ ปฏิบัติในหลักสูตรของ “อริยมรรคมีองค์ 8” ตามสมควรแก่ตนไปจนหมดลมหายใจ
นับตั้งแต่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2499 (ตัวเลขปี 2499 นี้นับตามแบบไทย ถ้านับตามแบบอินเดีย ที่เริ่มนับปีพุทธศักราชทันทีที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน ก็นับเป็น พ.ศ.2500) ที่พระพุทธศาสนาได้ถูกฟื้นฟูกลับสู่ประเทศอินเดียอีกครั้ง โดยการนำของ ดร.อัมเบดการ์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมคนแรกของอินเดียหลังได้รับเอกราชจากอังกฤษ ผู้มีวุฒิการศึกษาสูงสุดของประเทศในขณะนั้น ท่านศึกษาเปรียบเทียบทุกศาสนาจนมั่นใจว่า ศาสนาพุทธ คือ ทางออกแห่งความเสมอภาคและเสรีภาพอย่างแท้จริง จึงนำคนกว่า 5 แสน ฝ่ากระแสกดดันจากชนชั้นวรรณะ สลัดคราบความเป็นฮินดูออกจากชีวิต แล้วปฏิญาณตนเป็นชาวพุทธด้วยกฎเหล็ก 22 ประการ
ซึ่งการรักษาศีล 5 ตลอดชีวิต การปฏิบัติตามมรรคมีองค์ 8 โดยครบถ้วน หรือ การบำเพ็ญในทาน ศีล ภาวนา ก็อยู่ในเงื่อนไขของการสมาทานตนเป็นพุทธมามกะด้วย ดังนั้นแม้วันเวลาจะผ่านมานานกว่า 60 ปี แต่ทุกคนที่ประกาศตนเป็นชาวพุทธยังคงต้องรับเงื่อนไขทั้ง 22 ข้อให้ครบถ้วน จึงถือว่าเป็น “ชาวพุทธอย่างแท้จริง”
ด้วยเหตุนี้เมื่อชาวพุทธอินเดียเข้าสู่พุทธสถานใด ต้องนั่งฟังเรื่องราวจากผู้รู้ที่ไปกับครอบครัวหรือคณะ ว่าสถานที่นั้นสำคัญอย่างไรต่อพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์ ถ้าไปกันเองโดยไม่มีใครเป็นผู้รู้ หัวหน้าครอบครัวจะทำหน้าที่ถามคนแถวนั้นหรือเจ้าหน้าที่เพื่อให้เกิดความเข้าใจ เมื่อฟังจบลงจะกราบพระหรือเจดีย์อย่างประณีตเรียบร้อย จากนั้นสวดมนต์บทอิติปิโส…เมื่อจบลงก็นั่งสมาธิประมาณ 5 นาทีบ้าง 10 นาทีบ้าง ซึ่งรูปแบบนี้เป็นมาตรฐานการบูชาของชาวพุทธใหม่ในอินเดีย
ชาวพุทธอินเดียในปัจจุบันไม่เน้นเรื่องพิธีกรรม แต่จะหนักในส่วนของการบรรยายธรรม สนทนาธรรม พ่อแม่จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก ด้วยการรักษาศีลให้ดู กตัญญูให้เห็น สุขสงบเย็นให้สัมผัส เป็นการถ่ายทอดความเป็นพุทธสู่กันด้วยวิถีแห่งการปฏิบัติธรรม
หันกลับมาดูชาวไทย ในปัจจุบันเมื่อไปวัด น้อยนักที่จะประพฤติตนตามสมควรแก่ความเป็นพุทธ เพราะส่วนใหญ่ไปวัดเพียงเพื่อ “จุดธูปเทียนขอพร” หรือ “บนบาน” กับพระประธานที่เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ พอก้าวเข้าสู่วิหารหรืออุโบสถ ก็ก้มกราบปลกๆ แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวตามธรรมเนียม จากนั้นหลับตาปี๋ขอพรกันยาวเหยียด เสร็จแล้วหยอดตู้บริจาคเล็กน้อยเพราะกลัวว่าพรจะไม่สัมฤทธิผล แล้วรีบกราบรีบจากไป ซ้ำวัฒนธรรมใหม่คือต้องเซลฟี่ลงไลน์ ถ่ายรูปอัพสเตตัสโชว์เพื่อน หรือ ไลฟ์สด ให้รู้ว่ามาจนลืมไปว่าการไปวัดที่เกิดบุญจริงๆ ต้องทำอย่างไร!!
ดังนั้นวันนี้ จึงขอฝากวิธีปฏิบัติให้เกิดผลเป็นบุญที่สุดของการไหว้พระแบบพุทธให้ทราบก่อน
เวลาไปไหว้พระที่ไหน ควรศึกษาประวัติของพระพุทธปฏิมาองค์ที่จะไปกราบให้รู้ลึกรู้จริงก่อน เมื่อไปถึงเริ่มต้นอย่าเพิ่งเอาหัวทิ่มกราบพระแบบไม้กระดก แต่ให้นั่งลงตรงหน้าพระประธานอย่างตั้งใจ สำรวมจิตเพ่งพินิจไปที่พระพักตร์ขององค์พระให้เกิดความยินดีในความงามแห่งพระปฏิมาก่อน แล้วพิจารณาในใจให้ชัดว่า “ลูกขอกราบถวายสักการะองค์พระศาสดาด้วยเศียรเกล้า” จากนั้นจึงก้มกราบอย่างบรรจงด้วย “เบญจางคประดิษฐ์” ให้ ทั้ง 5 ส่วนแนบสนิทไปกับพื้นอย่างตั้งใจ พอหน้าผากจรดพื้นก็ก้มค้างไว้แล้วคิดในใจว่า “ลูกขอ กราบคุณของพระพุทธเจ้า” กราบครั้งที่ 2 บูชาพระธรรม กราบครั้งที่ 3 บูชาพระอริยสงฆ์
กราบได้แบบนี้ บุญกุศลจริงจะเกิด ถ้าใครยังก้มลงกราบไหวนั่นถือเป็นกำไร เป็นบุญอย่างยิ่งทุกครั้งที่ก้มกราบลงแต่ละครั้ง จากนั้นให้กล่าวคำบูชาพระ ว่านะโม ตามด้วย บทอิติปิโส…อย่างน้อยหนึ่งจบ แล้วกล่าวคำขอขมาพระรัตนตรัย จากนั้นให้เลือกสวดมนต์บทที่ชอบสัก 1 บท หรือ ถ้าเป็นบทสั้นๆ ก็สวดบูชา 3-9 จบ ถวายเป็นพุทธบูชา เสร็จแล้วนั่งสมาธิ 2-5 นาที ตามเวลาที่มี
เมื่อคลายออกจากสมาธิก็มองไปที่พระพักตร์องค์พระปฏิมาอีกสักครู่ให้จิตใจสงบ แล้วจึงตั้งจิตอธิษฐานบารมีเอาตามกำลัง เมื่อเสร็จจึงกราบลาพระรัตนตรัยอีกครั้ง
ลักษณะนี้คือรูปแบบที่ควรกระทำเมื่อไปไหว้พระของชาวพุทธ ไม่ใช่เพียงไปถึงแล้วกราบขอพร จากนั้นสะบัดหน้าหนี ถ้าใครอ้างว่าไม่มีเวลาสวดมนต์นั่งสมาธิ ก็ต้องบอกว่า ใช้เวลาเดินทางไปไหว้พระเป็นชั่วโมงยังทำได้ แต่เวลาแค่ 15 นาที กลับทนนั่งอยู่ต่อหน้าพระที่ตั้งใจ มากราบไม่ได้ จึงนับว่าน่าแปลกนักสำหรับชาวพุทธ!!
พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐