คำสารภาพดาวรุ่งแก๊งคอลโทร.ลวงพญ.สูญ101ล้านพตต.-ขรก.หญิงเอี่ยวด้วย

สดจากสนามข่าว

ช่างเป็นเรื่องชวนตกใจยิ่งนัก กับคำสารภาพชนิดหมดเปลือกของ นายชลวิชา หรือเบียร์ ปานสมุทร อายุ 32 ปี ดาวรุ่งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ก่อเหตุลวงเหยื่อจนสูญเงิน มาแล้วไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท รวมทั้งการสืบสวนยังพบว่ามีข้าราชการตำรวจและกระทรวงพาณิชย์มีเอี่ยว ขายข้อมูลส่วนบุคคลให้แก๊งดังกล่าวจนมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ

เรื่องราวทั้งหมดถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 29 ต.ค. ที่บก.สส.บช.น.พญาไท กรุงเทพฯ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. หัวหน้าชุดศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ ศปอส.ตร. (PCT) ชุดที่ 5 แถลงข่าวจับนายชลวิชา ภายหลังติดตามจับกุมได้บริเวณลานจอดรถร้านเค้กบ้านสวน (ขาเข้าสระบุรี) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา

คดีนี้เป็นการขยายผลจากปฏิบัติการ “เด็ดปีกมังกร” จับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมื่อต้นเดือนต.ค. ของทางบช.สอท. สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 16 ราย เป็นกลุ่มรับจ้างเปิดบัญชีม้า 8 ราย กลุ่มรวบรวมบัญชีม้าเพื่อ ส่งต่อให้นายทุนชาวจีน 1 ราย รวมทั้ง นายตำรวจยศ พ.ต.ต. และเจ้าหน้าที่หญิงกระทรวงพาณิชย์ ที่เข้าไปกดดูนำข้อมูล คนไทย (ทร.14) กว่า 1,000 คน ไปขายให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้เงินวันละ 2 หมื่นหรือเดือนละ 600,000 บาท

ขณะที่ตำรวจ PCT รับแจ้งจากนางรัชนี แพทย์หญิงอยู่เมืองชุมพร ว่าถูกแก๊งคอลหลอกลวงสูญเงินไป 101 ล้านบาท โดยคนร้ายแสดงตัวเป็นผกก.โรงพักเมืองเชียงราย จึงบร่วมกับตำรวจกัมพูชา สืบสวนจนพบ แก๊งคอลฯ ที่ใช้แผนประทุษกรรมหลอกลวงเป็นพนักงานขนส่งบริษัทเอกชนเรื่องพัสดุผิดกฎหมาย และตำรวจสภ.เมืองเชียงราย

แจ้งข้อหา พ.ต.ต.

คุมตัวดำเนินคดี

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. แถลง

นาทีจับดาวรุ่งแก๊งคอล

นำมาสู่ปฏิบัติการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ประตูดำ เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา แต่นายทุนชาวไต้หวัน ใช้เส้นทางลับพาพนักงานคอลเซ็นเตอร์คนไทยหลบหนีออกไป โดยนายชลวิชาเป็นหนึ่งในคนที่หลบหนีไปได้ เจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานจนนำมาสู่การออกหมายจับผู้ต้องหาตามหมายจับดังกล่าว

น ายชลวิชารับสารภาพว่า ข้ามไปประเทศกัมพูชาทางช่องทางธรรมชาติ ทำงานเป็นแอดมินเว็บพนันที่เมืองปอยเปต ตั้งแต่เดือน พ.ย.2564 ก่อนถูกย้ายไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตึกประตูดำ เมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ส่วนวิธีการหลอกปลอมเป็นตำรวจจะมี ทีมงานนำสคริปต์สนทนาการเจรจาพูดคุยที่แปลเป็นภาษาไทยให้หัดอ่าน พร้อมพูดคุยกับเพื่อนทีมงาน หากทำยอดได้มากถึง 1 ล้านบาท ทางตัวการใหญ่จะจัดงานเลี้ยงให้ โดยเฉพาะหมูกระทะ เนื่องจากเป็นอาหารที่พิเศษสุด เพราะทีมงานไม่สามารถออกไปด้านนอกได้

นายชลวิชาให้การว่า เริ่มหลอกลวงเป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์สาย 2 อ้างตัว เป็น เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเชียงราย ยศ ร.ต.ท. แต่ทำมาได้ระยะหนึ่ง หัวหน้าชาวไต้หวันเห็นถึงความสามารถในการหลอกลวง จึงเลื่อนขั้นเป็นเจ้าหน้าที่สาย 3 อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง ยศ พ.ต.อ. สำหรับขบวนการคอลเซ็นเตอร์แก๊งนี้แบ่งงานเป็น 3 ระดับ ประกอบด้วย พนักงานสาย 1 ทำหน้าที่อ้างเป็นพนักงานหรือบริษัทขนส่งเกี่ยวกับการส่งสิ่งของผิดกฎหมาย พนักงานสาย 2 อ้างเป็นร้อยเวรเจ้าของคดีและเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้เสียหายส่งต่อให้พนักงานสาย 3 ที่อ้างตัวเป็นผู้กำกับหรือรองผู้กำกับ เพื่อปิดยอด

ตั้งแต่ทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สามารถหลอกลวงผู้เสียหายได้ 7-8 ล้านบาทต่อเดือน และเคสใหญ่ๆ ที่หลอกได้มี 3 ครั้ง คือ 1.ช่วงประมาณเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา หลอกลวงนางอำภา ข้าราชการครูเกษียณ ได้เงินประมาณ 11 ล้านบาท 2.ช่วงประมาณเดือน ก.ค. หลอกลวงนายชาญชัย นักลงทุนหุ้น ได้เงินประมาณ 41 ล้านบาท และ 3.ประมาณต้นเดือน ต.ค. หลอกลวงนางรัชนี เป็นหมออยู่เมืองชุมพร เป็นเคสล่าสุดที่หลอกลวง โดยเป็นผู้หลอกลวงหลักในเคสนี้ และมีเพื่อนชื่อ เต๋า (ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง) ช่วยพูดคุย หลอกลวงด้วย ได้เงินประมาณ 101 ล้านบาท

แ ก๊งคอลเซ็นเตอร์แก๊งนี้มีพนักงานเป็น คนไทย 50-60 คน ส่วนเงินเดือนที่ได้จากการทำงานตั้งแต่เริ่มงาน ช่วง 1-3 เดือนแรก ได้เงินเดือนประมาณ 20,000 บาท เมื่อเป็นพนักงานเก่าได้ปรับเงินเดือนเพิ่มเป็น 30,000 บาท และค่าคอมมิสชั่นอีกร้อยละ 3 จากยอดเงินที่หลอกลวงได้ และคอมมิสชั่นล่าสุดที่สามารถหลอกลวงได้ 101 ล้านบาท ได้เงินสดมากว่า 2.5 ล้านบาท และเคสเก่า ที่เคยหลอกลวงได้ 40 ล้านบาท ได้เงิน 1,400,000-1,500,000 บาท และเคสเก่าที่เคยหลอกลวงได้ 10 ล้านบาท ได้เงินสด 300,000 บาท รวมทั้งหมดที่ทำงานมาได้เงินมาทั้งหมดประมาณ 4,000,000 บาท

ตอนหนีกลับไทยพกเงินสดติดตัวไว้ 600,000 บาท ส่วนเงินที่ได้มาใช้สร้างบ้านรวมประมาณ 1 ล้านบาท แบ่งให้ญาติใช้จ่าย รวม 1 ล้านบาท ซื้อทองรูปพรรณมาเก็บไว้ประมาณ 5 แสนบาท ที่เหลือนำมาใช้จ่าย ส่วนตัวและส่วนหนึ่งนำไปใช้เล่นพนันออนไลน์

“ทำคอลเซ็นเตอร์มาปีกว่า ผมรู้สึกผิด แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะต้องทำงานภายใต้แรงกดดัน ถ้าหากไม่ทำตามหรือหนี จะถูกจับ ถูกขังและทำร้ายร่างกาย ผมไม่เคยเจอกับตัวเอง แต่เห็นเพื่อนๆ โดน ทำให้ต้องทำงานต่อ คนที่อยากจะมาทำงานแบบนี้ถึงแม้ได้เงินเยอะแต่ไม่ได้ใช้ และถูกจับกุมด้วย” นายชลวิชากล่าว

ส่วนกรณีนายตำรวจยศ พ.ต.ต. และ เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ ทั้งคู่ถูกตั้ง คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงหากมีความผิดจะโดนทั้งวินัยและอาญา

ชาญพงษ์ บุญอุทิศ
ธัญญลักษณ์ วรรณโคตร
เรื่อง/ภาพ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน