บ่ายวันที่ 28 ตุลาคม 2565 ที่สถานีตำรวจภูธรท่ามะกา อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 พร้อมด้วย พล.ต.ต.บุญญฤทธิ์ รอดมา รองผบช.ภ.7, พล.ต.ต.ประสพชัย มัตสยะวนิชกูล ผบก.สส.ภ.7, พล.ต.ต.ไพโรจน์ คุ้มภัย ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนคลี่คลายคดี ร่วมกันแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมสยอง อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี คดีที่แม้ผู้ต้องหายังยืนกรานปฏิเสธ แต่ตำรวจก็มั่นใจในพยานหลักฐานว่าสามารถเอาผิดได้แน่นอน

คดีสยองถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 25 ต.ค. หลัง พ.ต.ท.ธีรวัฒน์ สืบเรือง สารวัตร (สอบสวน) สภ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี พร้อมแพทย์เวร ร.พ.มะการักษ์ และอาสาสมัครกู้ชีพขุนรัตนาวุธ มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ประจำจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุพบศพหญิงสาวถูกฆ่าทิ้งลอยอืดในน้ำคลองชลประทาน สายท่าสาร-บางปลา หมู่ 1 ต.ดอนชะเอม อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี สภาพศพสวมเพียงเสื้อชั้นในและกางเกงชั้นในขาสั้น มีบาดแผลถูกเชือดคอจนหลอดลมขาด

สดจากสนามข่าว

นำศพขึ้นจากน้ำ

ห่างศพ 50 เมตร บนฝั่งคลองตรงข้ามจุดพบศพ พบรถจักรยานยนต์ฮอนด้า คลิก สีขาว เลขทะเบียน ขคฉ 281 กาญจนบุรี บนรถพบคราบเลือด บนบกใกล้เคียงจุดที่รถตกน้ำใกล้ที่เกิดเหตุห่างจากจุดพบศพ 50 เมตร พบผ้าห่มคราบเลือด มีเส้นผม 1 กระจุกอยู่บนพื้นดินข้างตลิ่ง

จากหลักฐานที่พบทำให้สามารถระบุตัวผู้ตายได้ว่าคือ น.ส.ฟาริดา โสภา อายุ 28 ปี ชาว ต.ตะคร้ำเอน อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี อาชีพเจ้าหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุ และรับจ้างชงเหล้า

โดยคาดว่าน่าจะเสียชีวิตมากกว่า 1 วัน เจ้าหน้าที่จึงส่งศพไปที่สถาบันนิติเวช เพื่อตรวจสอบและสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด

ต่อมา พล.ต.ต.ไพโรจน์ คุ้มภัย ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี นำกำลังลงพื้นที่เกิดเหตุ พร้อมสั่งการให้ชุดสืบสวนเร่งหาข่าวเกี่ยวกับตัวผู้ตายและสอบสวนพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด เพื่อคลี่คลายคดีอย่างเร็วที่สุด

ขณะที่การสอบถามญาติผู้ตายทราบว่า ผู้ตายเพิ่งเลิกกับแฟนได้ประมาณครึ่งเดือน และมีลูกสาวสองคน อายุ 8 และ 9 ขวบ โดยเมื่อช่วงหัวค่ำวันที่ 23 ต.ค.ที่ผ่านมา เจ้าตัวออกจากบ้านบอกว่าจะไปรับงานชงเหล้า จากนั้นก็ขาดการติดต่อไป ที่สำคัญตำรวจได้ข้อมูลสำคัญว่า น.ส.ฟาริดา มีชายคนหนึ่งมาติดพัน โดยคบหากันอย่างลึกซึ้ง

สดากสนามข่าว

น.ส.ฟาริดา โสภา ผู้ตาย

เช้าวันรุ่งขึ้น ตำรวจชุดสืบสวนภูธรภาค 7 สืบสวนภูธรจังหวัดกาญจนบุรี และชุดสืบสวนตำรวจภูธรท่ามะกา นำตัว นายสมโชค เผือกเงิน หรือ ปุ๊ อายุ 38 ปี ซึ่งมีความรู้จักคุ้นเคยกับผู้เสียชีวิตเป็นอย่างดี มาสอบปากคำอย่างเคร่งเครียดเป็นเวลาหลายชั่วโมงที่สถานีตำรวจภูธรท่ามะกา หลังญาติผู้เสียชีวิตให้ข้อมูลว่าผู้เสียชีวิตเคยนัดพบกับนายปุ๊ที่บริเวณจุดพบศพหลายครั้ง โดยแต่ละครั้งนายปุ๊จะให้เงินกับผู้เสียชีวิตกลับมาบ้านเป็นประจำ ทำให้นายปุ๊กลายเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ

แต่พี่สาวของนายปุ๊เผยว่า ครอบครัวพานายปุ๊มาเข้าพบเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ส่วนสาเหตุที่นายปุ๊นัดพบกับผู้เสียชีวิตนั้น เป็นเพราะมีการนัดส่งเงินค่าดอกเบี้ยจำนำรถทั้งหมด 2 ครั้ง แต่ไม่ได้นัดพบกันที่บริเวณจุดเกิดเหตุ รวมถึงไม่ได้รู้จักสนิทสนมกับผู้เสียชีวิตแต่อย่างใด หลังจากไถ่ถอนรถกลับมาเสร็จเรียบร้อย ก็ไม่ได้มีการติดต่อหากันอีก

ตัดกลับมาที่การแถลงปิดคดี พล.ต.ท.ธนายุตม์เผยอย่างมั่นใจว่า แม้ว่าทางผู้กระทำผิดจะยังให้การปฏิเสธ แต่หลักฐานทุกอย่างที่ได้มาชัดเจน จนศาลได้ออกหมายจับและระหว่างนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบหลักฐานให้ชัดเจน เรื่องนี้ต้องใช้เวลา แต่ขอย้ำว่าคดีนี้ตำรวจจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตในครั้งนี้ด้วย

ขณะที่เบื้องหลังความมั่นใจของตำรวจครั้งนี้มาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์ด้วยเครื่องมือพิเศษ พบหลักฐานหลายอย่างจากโทรศัพท์มือถือของนายปุ๊ ที่บ่งชี้ได้ว่าเจ้าตัวมีความรู้จักคุ้นเคยกับผู้เสียชีวิตเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีการนัดหมายพบเจอกันบริเวณใกล้เคียงจุดที่พบศพหลายครั้งและมีการติดต่อโอนเงินให้กับผู้เสียชีวิตอยู่หลายครั้งเช่นกัน

อีกทั้งข้อมูลยังระบุว่า ในวันที่ผู้เสียชีวิตหายตัวไป ได้มาพบเจอกับนายปุ๊ด้วย จนนำมาสู่การขออนุมัติหมายจับ

สดจากสนามข่าว

แจ้งข้อหานายสมโชค เผือกเงิน

ขณะเดียวกัน ชุดสืบสวน สภ.ท่ามะกา และชุดสืบสวน สภ.ท่าเรือ ลงพื้นที่บ้านของนายปุ๊ ในพื้นที่ ต.พระแท่น อ.ท่ามะกา ผลการตรวจค้นภายในห้องนอน พบอาวุธมีดซุกซ่อนอยู่ เจ้าหน้าที่จึงนำไปตรวจสอบว่าเป็นอาวุธที่ใช้ในการสังหารผู้เสียชีวิตหรือไม่

ขณะเดียวกัน ก่อนที่จะเดินทางกลับ ได้พบกับเคสโทรศัพท์มือถือสีแดงหล่นอยู่บริเวณป่าด้านหลังบ้าน จึงได้ตรวจค้นอย่างละเอียด ก่อนพบกับโทรศัพท์มือถือซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นของผู้เสียชีวิต ถูกซุกซ่อนอยู่ภายในพุ่มไม้ด้านหลังบ้าน โดยอยู่ในสภาพถูกทุบทำลายจน เสียหาย จึงนำส่งให้กับฝ่ายพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบอย่างละเอียด

ตำรวจมั่นใจว่าหากโทรศัพท์ที่พบเป็นของผู้เสียชีวิต ก็จะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการเอาผิดกับคนร้ายรายนี้ชนิดดิ้นไม่หลุดแน่นอน

ศุภมาศ จงสกุล/เกตุแก้ว จงเจริญ
เรื่อง/ภาพ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน