ยามนี้ถ้าใครได้ไปที่ ต.ขุนน่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน จะเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน ภูเขาน้อยใหญ่ ของที่นี่มีต้นกาแฟมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ชาวลัวะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะ กาแฟ อันเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ชาวบ้าน หันมาปลูกกัน และยังรวมกลุ่มกันสร้างแบรนด์ด้วย อาทิ กาแฟดอยภูแว กาแฟไทลัวะ และกาแฟ เจียงลัวะ พร้อมกันนี้บางรายยังเปิดร้านกาแฟ และทำที่พัก-โฮมสเตย์ ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสกลิ่นอายของภูเขาสูงที่อยู่เหนือระดับน้ำทะเลกว่า 1,800 เมตรด้วย

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ชาวขุนน่านมีวันนี้ได้ ส่วนหนึ่งเพราะทางสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ เริ่มเข้ามาพัฒนาระบบน้ำและดินที่บ้านเปียงก่อและบ้านเปียงซ้อ สองหมู่บ้านพื้นที่ต้นแบบใน ต.ขุนน่าน ตั้งแต่ปี 2552 และปี 2554 ได้ร่วมกับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ ส่งเสริมการปลูกกาแฟอาราบิก้าควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ป่า เพื่อสร้างอาชีพและ รายได้ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกร
จากปี 2556 ที่เริ่มปลูกกาแฟ ผ่านมา 4 ปี ต้นกาแฟก็ให้ผลผลิตสมบูรณ์เต็มที่ ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ จากปีแรกเฉลี่ยอยู่ที่รายละ 20,000-30,000 บาท ในพื้นที่ปลูกไม่กี่ร้อยตารางวา กระโดดขึ้นมาเป็นปีละ 80,000 บาท เพิ่มเป็น 120,000 บาทต่อราย จากการขายกาแฟเชอร์รี่ในราคาก.ก.ละ 20 บาท

จากวันนั้นถึงวันนี้ กาแฟของที่นี่เริ่มมีชื่อเสียงและเป็นที่ชื่นชอบของนักดื่ม
มาฟังคำบอกเล่าจากคนในพื้นที่นี้ว่ากาแฟพลิกชีวิตสร้างรายได้ ให้กับชาวขุนน่านอย่างไร อีกทั้งภูเขาที่เคยหัวโล้นตอนนี้เป็นเช่นไร
ครูดี้-คุณนพดล แสนอินต๊ะ ครูกศน. อ.เฉลิมพระเกียรติ ที่ร่วม ส่งเสริมการปลูกกาแฟ และเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์กาแฟ “ดอยภูแว” เล่าว่า สถาบันปิดทองฯ เข้ามา

ช่วยพัฒนาน้ำและการปรับปรุงดิน ส่วนมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงเข้ามาส่งเสริมเรื่องต้นไม้ และพืชเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกาแฟ ซึ่งถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีราคาสูง แต่ก่อนที่นี่ไม่นิยมปลูกกาแฟ ตั้งแต่มีมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงเข้ามา ส่งเสริมพาทำกระบวนการทุกอย่างจนถึง การขาย ทำให้คุณภาพชีวิตของชาวบ้านดีขึ้น จากแต่ก่อนทำไร่ทำนาใน 1 ปีต้องอิงราคา กับท้องตลาด ถ้าราคาต่ำบางคนปล่อยผลผลิตทิ้งไปเลย ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพดหรือมัน เพราะไม่คุ้มค่ากับการจ้างคนมาเก็บ แต่ปัจจุบันคนทั่วโลกนิยมดื่มกาแฟ และกาแฟขาดตลาด ราคาสูงขึ้น ร้านกาแฟก็มีมากขึ้น คนทั่วไปเริ่มรู้จักกาแฟที่นี่ ตอนนี้ได้จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟดอยภูแว และในส่วนโฮมสเตย์เปียงซ้อ กำหนด 1 พื้นที่สามารถสร้างโฮมสเตย์ได้ 4 หลัง เน้นเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
“อยากเชิญชวนให้มาท่องเที่ยวที่เปียงซ้อ ที่นี่ยังมีธรรมชาติงดงาม อีกทั้งที่ภูแววิว ยังเปิดให้นักท่องเที่ยวเรียนรู้เรื่องกาแฟฟรี สามารถเดินเก็บและนำมาคั่วมาชงได้เอง”

ปัจจุบัน ต.ขุนน่าน มีพื้นที่ปลูกกาแฟ อาราบิก้ากว่า 4,600 ไร่ มีต้นกาแฟประมาณ 200,000 ต้น ประกอบด้วยผู้ปลูกกาแฟประมาณ 500 ราย เมื่อปี 2564 ได้ผลผลิต 20 ตัน มีการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน อาทิ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเจียงลัวะ และเกษตร แปลงใหญ่บ้านบน รวม 2-3 วิสาหกิจชุมชน (โทร.06-2924-1525)

ทั้งนี้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจะรับซื้อกาแฟกะลา และส่งต่อให้ดอยตุงเพื่อรับไปผลิตต่อ โดยปี 2564 รับซื้ออยู่ที่ก.ก.ละ 100 บาท ปีนี้เพิ่มขึ้นเป็นก.ก.ละ 120 บาท เนื่องจากตลาดโลกต้องการกาแฟมากขึ้น รวมทั้งประเทศ ที่มีปลูกกาแฟมากที่สุด ประสบปัญหา ต้นกาแฟตาย ทำให้กาแฟในตลาดไทย ลาว และเวียดนาม ที่ปลูกบนเขามีราคาเพิ่มมากขึ้น

“ชาวบ้านมีพัฒนาการในการปลูกและเก็บกาแฟ และรู้ว่ามีตลาดกาแฟคุณภาพอยู่ เขาจึงจะย้อนกลับมาดูแปลงของตัวเอง ที่ยังอยู่ในแบบแปลงทั่วไป เรียนรู้วิธีการ ยกระดับ หาองค์ความรู้จากโครงการส่งเสริม เมื่อก่อนบอกเขาว่า กาแฟที่ดีต้องอยู่ในที่ร่ม ต้องมีไม้บังร่ม เราบังคับให้เขาปลูกเขาก็ ไม่ยอมปลูก แต่ตอนนี้เขาเห็นแล้วว่าการทำให้กาแฟมีคุณภาพและได้ราคามากขึ้น ต้องมีร่มเงา พร้อมกับใส่ปุ๋ยดูแล และปลูกไม้บังร่มมากขึ้น เราสอนการเก็บกาแฟที่ ความสุก 80-100% ถ้าต่ำกว่านี้ห้ามเก็บเด็ดขาด”

อีกคนที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในโครงการส่งเสริมปลูกกาแฟคือ ‘คุณนวพล มูลยะ’ รองนายกอบต.ขุนน่าน อดีตเคยทำงานกับสถาบันปิดทองฯ ให้ข้อมูล ส่วนตัว เริ่มปลูกกาแฟในพื้นที่ 3 ไร่ ตั้งแต่ปี 2558 ไม่ค่อยมีเวลาดูแล แต่ก็ได้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท/ไร่ มีรายได้จากการปลูกกาแฟนับตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบันเกือบ 2 แสนบาทแล้ว (โทร. 08-4186-1663)

รองนายกอบต.ขุนน่านเล่าว่า กาแฟปลูกแค่ครั้งเดียว แต่อยู่ได้ถึง 20 ปี ไม่เหมือนข้าวโพดต้องลงทุนปลูกทุกปี ได้เงินสูงสุดเพียง 5,000 บาท/ไร่ แต่ปลูกกาแฟได้อย่างน้อย 40,000 บาท/ไร่ คิดจากผลผลิตกาแฟเกรดต่ำที่ 100 บาท/ก.ก. แต่ถ้าเป็นกาแฟเกรดสูงสุดได้ไร่ละ 60,000-70,000 บาท
สำหรับการปลูกกาแฟปีที่ 5 ได้ผลผลิตกาแฟสาร ต่ำสุดต้นละ 1 ก.ก. และสูงสุด ต้นละ 3 ก.ก. ใช้ปุ๋ยชีวภาพหรือปุ๋ยคอกเข้ามาเสริม จึงช่วยลดการใช้สารเคมีลงไปได้ อีกทั้งการปลูกกาแฟยังช่วยป้องกันป่า เพราะในพื้นที่ 1 ไร่ ต้องการต้นไม้ให้ร่มเงา 20 ต้น เมื่อมีพื้นที่ปลูกกาแฟมากขึ้น จะเกิดพื้นที่ป่าแซมมากขึ้นด้วย การปลูกกาแฟจึงถือเป็น สูตรลับในการปลูกป่าอย่างหนึ่ง ไม่มีปัญหาหมอกควัน และไม่ต้องกังวลว่าชาวบ้านจะไปเผาป่า เพราะต้องดูแลต้นกาแฟของตัวเองด้วย

“เมื่อปี 2552 ที่นี่เต็มไปด้วยหมอกควัน เพราะการเผาไร่ข้าวโพด แต่ปัจจุบันไม่มีการเผาแล้ว เนื่องจากในไร่จะมีต้นกาแฟอยู่ ทำให้พื้นที่ขุนน่านไม่เป็นภูเขาหัวโล้น ชาวบ้านมากกว่า 80% หันมาปลูกกาแฟกันแล้ว เพราะเขาเห็นแล้วว่าปลูกแค่ 3-4 ไร่ ก็ได้เงินหลายแสนบาท เป็นเศรษฐีกันหลายคนแล้ว”

คำบอกเล่าของสองหนุ่มนี้คงทำให้ได้เห็นกันแล้วว่า ‘กาแฟ’ เปลี่ยนชีวิตชาวขุนน่าน พร้อมๆ กับชาวเราที่ได้ผืนป่ากลับคืนมา
ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง