‘พลังของเทพ’ในเทศกาลแห่งแสง

ฝึกจิต

เทศกาลดิวาลี หรือ เทศกาลแห่งแสงสว่าง คือ งานที่ยิ่งใหญ่และสำคัญมากที่สุดเทศกาลหนึ่ง ของชาวฮินดู ที่จะจัดขึ้นพร้อมกันไปทั่วโลก โดยเฉพาะภายในประเทศอินเดีย เทศกาลนี้จะมีการจุดพลุเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด

โดยภาษาบาลีเรียกเทศกาลนี้ว่า ทีปะวารี แปลว่า สายน้ำแห่งประทีป เพราะมีการจุดตะเกียงดินเผาเล็กๆ ที่เรียกว่า ดิย่าร์ หรือ จุดตะเกียงทองเหลือง จนสว่างไสวไปทั้งบ้าน ในช่วงยามราตรี เพื่อเป็นการขับไล่ความมืดมิดและสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง

อีกทั้งยังเป็นการต้อนรับการมาของเทวีแห่งความมั่งคั่ง โชคลาภ ทรัพย์สินเงินทอง คือ พระนางลักษมี และ เทพเจ้าแห่งความสำเร็จอย่าง พระพิฆเนศ

โดยทั่วไปแล้วเทศกาลดิวาลีจะมีการเฉลิมฉลอง 5 วัน โดยมีวันที่สาม หรือที่เรียกว่า “อะมาสวัสยะ” เป็นวันที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นวันที่มืดมิดที่สุดตามปฏิทินฮินดู แต่ก็เป็นวันที่แสงสว่างเริ่มกลับมาด้วยเช่นกัน แต่การเฉลิมฉลองจะเริ่มต้นก่อนวันอะมาสวัสยะและสิ้นสุดลงสองวันหลังวันอะมาสวัสยะ

ในปีนี้เทศกาลจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-26 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีวันที่ 24 ตุลาคม เป็น วันอะมาสวัสยะ อันเป็นวันสำคัญที่สุดของเทศกาล

สำหรับเมืองพาราณสี เมืองเก่าแก่ของอินเดียสำคัญของศาสนาฮินดู ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ได้จัดให้มีการเล่นแสงสี พร้อมจุดพลุ อย่างสวยงามสว่างไสว โดยมีคนออกมาร่วมงานที่ริมฝั่งคงคามากมาย โดยเฉพาะวันที่ 24 ตุลาคม ที่มีการจุดพลุเฉลิมฉลองตลอดทั้งคืน ด้วยคติความเชื่อว่า

“ชัยชนะของแสงสว่างอยู่เหนือความมืด ความรู้อยู่เหนือความเขลา และความดีอยู่เหนือความชั่วร้ายทั้งปวง”

ข้อคิดที่น่าสนใจของการบูชาเทพเจ้าของชาวฮินดู คือ ทุกคนล้วนเคารพบูชาเทพเจ้า ร้องขออ้อนวอนให้ชีวิตตนเองและครอบครัวดีขึ้นบูชาอยู่ทุกค่ำเช้า ทุกเทศกาลงานบุญ แต่ถึงกระนั้นคนอินเดียก็ยังไม่ได้ประสบกับความมั่งคั่ง หรือมีชีวิตดีดั่งที่ วาดหวังขอพรกับเทพเจ้าเอาไว้ทุกคน แต่ทุกคนกลับไม่เคยหยุดการนับถือ หรือ ลังเลสงสัยว่าเทพเจ้าจะบันดาลชีวิตที่ดีกว่าได้จริงหรือไม่

เพราะชาวฮินดูเชื่อว่า “เทพเจ้ามีไว้เพื่อให้ชีวิตของตนเองดีขึ้น ส่วนที่ยังไม่ดี นั่นเพราะการทำดีของตัวเองยังไม่มากพอ”

ชาวฮินดูไม่เคยโทษเทพเจ้าที่ยังไม่บันดาลความร่ำรวยให้ ไม่โทษเทพเจ้าเมื่อชีวิตของตนพบอุปสรรคปัญหา และไม่โยนความผิดให้เทพเจ้าเมื่อต้องประสบกับพิบัติภัยใดๆ เขาเหล่านั้นคิดเพียงแต่ว่าต้องทำดีเพื่อเทพเจ้าให้มากกว่านี้ พระองค์จึงจะทรงประทานพรให้ชีวิตมีความสุขขึ้นได้จริง

ซึ่งแตกต่างจากคนไทยที่นับถือพระพุทธศาสนาหลายคน ที่พอเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับชีวิต ก็มักจะโทษว่าบุญไม่ช่วย พระไม่ช่วย หลวงปู่หลวงพ่อองค์นั้นไม่สงเคราะห์ อุตส่าห์ใส่บาตรทุกวันทำไมยังซวย? ถวายสังฆทานตลอดทำไมยังป่วย? สวดมนต์ทุกวันทำไมยังไม่รวย? หรือเวลาพบเรื่องร้ายๆ ก็โทษนั่นโทษนี่ก่อนโดยไม่ได้เหลียวคิดพิจารณาถึงบาปกรรมที่ตัวเองเคยกระทำไว้

ซึ่งนับเป็นความเข้าใจและคาดหวังอะไรแบบผิดๆ จาก ความดี อีกทั้งยังไม่เข้าใจในกฎแห่งกรรมว่า “สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กระทำกรรมใดไว้ดีก็ตามชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น”

หมายความว่า คนจะดีหรือชั่วขึ้นอยู่กับการกระทำของตน เช่น คนเกิดมายากจน หรือ มีความลำบาก เพราะในอดีตมีความตระหนี่ถี่เหนียวหนักมาก ไม่มีจิตคิดแบ่งปัน แม้ส่วนเกินก็ไม่ยอมเผื่อแผ่ให้ใคร หรือมีใครเดือดร้อนมาหาทั้งที่ช่วยได้ก็ไม่ช่วย จึงต้องเกิดใหม่มาในอัตภาพที่ยากจนข้นแค้น แสนสาหัส แต่คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันกลับคิดเพียงว่าใส่บาตร ไม่กี่วัน หรือทำสังฆทานแค่ 2-3 ครั้ง แล้วจะรวย จะถูกหวย มีบ้านหลังใหญ่โต มีรถหรูขับ ซึ่งก็นับว่าเป็นความคิดผิวเผิน ที่อยากจะลืมตาอ้าปากโดยไม่ต้องลงทุนมาก แล้วเมื่อไม่สำเร็จสมหวังจึงคิดไปว่า “ทำดีไม่ได้ดี”

ทั้งๆ ที่ธรรมะสอนให้คนทำดี และความดีย่อมมีแต่ทำ แล้วดี แต่ที่ยังไม่ดี เพราะเรายังทำดีไม่ถึงดีนั่นเอง…

พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน