รัฐประหารเดือนพ.ย.2490 ใครปฏิวัติรัฐบาลคณะราษฎร
นายน้อย
ตอบ นายน้อย
คำตอบนำมาจากรายงานเผยแพร่ทางเว็บไซต์ www.silpa-mg.com ดังนี้
เป็นที่ทราบดีว่า “รัฐประหาร 2490” รัฐประหารครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์ของไทยกระทำโดย “คณะทหาร” มี พลโท ผิน ชุณหะวัณ (ยศในขณะนั้น) นายทหารนอกราชการเป็นผู้นำ ซึ่งภายหลังได้เชิญ จอมพล ป. พิบูลสงคราม มาเป็นนายกรัฐมนตรี
วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 คณะทหารนำโดย พลโท ผิน ชุณหะวัณ ก่อการรัฐประหาร โดยสื่อเรียกเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า “รัฐประหารด้วยน้ำตา” จากเหตุการณ์ช่วงเช้าวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ที่พลโท ผิน หัวหน้าคณะทหาร แถลงต่อสื่อ ซึ่งรายงานข่าวในสมัยนั้นบรรยายว่า “เป็นถ้อยแถลงที่เต็มไปด้วยอารมณ์กระทั่งมีการหลั่งน้ำตาประกอบการแถลงด้วยเพราะความสงสารประชาชน” และต่อมาเมื่อพลโท ผิน ได้เป็นจอมพล สื่อก็ตั้งสมญานามให้ว่า “จอมพลเจ้าน้ำตา”
วลีหนึ่งในการแถลงต่อหนังสือพิมพ์คือ “ที่ต้องทำงานครั้งนี้ก็เพราะสุดที่จะทนทานได้ เมื่อยึดการปกครองได้แล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป”
เบื้องหลังการรัฐประหารครั้งนี้ต้องย้อนไปกล่าวถึงสาเหตุอันนำมาซึ่งความรู้สึก “สุดทนทาน” ของกลุ่มคณะทหาร กระทั่งยึดอำนาจจากรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2489
ภายหลังพลโท ผิน ถูกออกจากราชการเมื่อ พ.ศ.2488 ได้พาครอบครัวอพยพไปอยู่ตำบลบางขนาก อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา และเขียนบันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า “…เห็นการเอาเปรียบจากพ่อค้าจีนที่เอากำไรเกินควร เห็นภาพราษฎรที่ยากจน และพยายามแก้ไขปัญหา ขณะที่คิดว่าชีวิตเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตหมดแล้ว กลับมีเรื่องเดือดร้อนขึ้น โดยกำนันมาแจ้งข่าวว่า มีกลุ่มผู้ร้ายเตรียมวางแผนปล้นบ้านด้วยอาวุธที่ทันสมัยเนื่องจากเห็นว่าเป็นบ้านแม่ทัพเมื่อครั้งมีสงครามน่าจะมีฐานะร่ำรวย กำนันยอมรับว่าเกินกำลังจะคุ้มกันได้” ครอบครัวของพลโท ผิน จึงตัดสินใจกลับเข้ากรุงเทพฯ จากนั้นก็เข้าสู่การเริ่มต้นความคิดรัฐประหาร

บันทึก “ชีวิต กับ เหตุการณ์ ของ จอมพล ผิน ชุณหะวัณ” อธิบายช่วงต้นเหตุก่อนการก่อหวอดรัฐประหารว่า “เมื่อข้าพเจ้ากลับเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ก็มีข่าววิพากษ์วิจารณ์แต่เรื่องอกุศลต่างๆ คือเมืองเราเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ด้วยข้าวแท้ๆ แต่ต้องเข้าคิวซื้อข้าวกิน และข้าวที่ได้มานั้นก็มีคุณภาพเลวที่สุด เครื่องนุ่งห่มขาดแคลนลงทุกๆ วัน ชาวจีนก่อการวิวาทตำรวจต้องปราบปราม เราได้ยินแต่เสียงปืนไม่เว้นแต่ละวันประชาชนในพระนคร เกิดอลเวงคล้ายบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป ตามร้านขายอาหารขายกาแฟ และโรงมหรสพ กล่าวติเตียนรัฐบาลไปหมดเหลือที่จะฟังได้”
พลโท ผิน เขียนว่า “ทำให้จิตใจของข้าพเจ้าฟุ้งซ่านขึ้น ใจหนึ่งก็ใคร่จะได้ทำการแต่อีกใจหนึ่งก็ท้อถอย แบ่งรับแบ่งสู้อยู่หลายเดือน ในที่สุดจิตใจก็ชักเอนเอียงไป 75% จึงเริ่มเดินทางไปตามร้านกาแฟ โรงมหรสพ รถยนต์ รถเมล์ประจำทาง และในขบวนรถไฟแทบทุกสาย เพื่อฟังมติมหาชนและฟังมติของนายทหารผู้คุมกำลังในพระนครและหัวเมือง ก็ปรากฏว่าเกือบ 100% ที่จะให้ล้มล้างรัฐบาลนี้”
ฉบับพรุ่งนี้ (15 พ.ย.) อ่านต่อถึงที่การรัฐประหาร พ.ศ.2490 และบทบาทของจอมพล ป. พิบูสงคราม