เป็นภาพปกติของบูธ ‘กาแฟช้างป่า’ เมื่อไปออกงานที่ไหน มักมีผู้คนมาห้อมล้อมสั่งซื้อกาแฟกันอย่างเนืองแน่น เช่นเดียวกับงานวันสถาปนาสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ครบรอบ 63 ปี ที่วช.เมื่อไม่นานมานี้ ทั้ง ‘คุณประชา บ๊อบหนุก’ (ภาษามอญแปลว่า หงส์ใหญ่) ประธานวิสาหกิจชุมชนมิตรช้างป่า ต.ห้วยเขย่ง อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี คุณราชันย์ เมาน้อย กรรมการฝ่ายการตลาด และทีมงาน ต่างสาละวนกับการชงกาแฟแก้วแล้วแก้วเล่า

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมชื่อแบรนด์ ‘ช้างป่า’ คุณประชา หนุ่มเชื้อสายมอญ วัย 48 ปี บอกว่า สาเหตุที่ชาวบ้านในต.ห้วยเขย่ง หันมาปลูกกาแฟเนื่องมาจากปัญหาช้างป่าเข้ามาบุกรุกทำลายพืชสวนไร่นาของชาวบ้าน เลยใช้ชื่อนี้เป็นชื่อแบรนด์ เพื่อให้เกียรติและให้ความสำคัญเรื่องช้าง เรื่องชุมชนที่อยู่ด้วยกันอย่างเป็นมิตร พึ่งพากัน เพราะช้างและคนต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้

เขาย้อนเล่าที่มาที่ไปให้ฟังว่า ก่อนที่จะสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ (ชื่อเดิมเขื่อนเขาแหลม) เมื่อปี 2527 เพื่อผลิตไฟฟ้า มีการเวนคืนที่ดินให้ชาวบ้านไปอยู่ที่ห้วยเขย่ง บางส่วนขยับเข้าไปอยู่ในป่า ที่ ต.ปิล็อก บางคนอยู่ในที่ที่การไฟฟ้าฯ จัดสรรให้ มีหลากหลายชนเผ่า ทั้งกะเหรี่ยง มอญ ทวาย ขมุ ช่วงหลังมีอาข่าด้วย

หลังปี 2546 ช้างป่าเริ่มเข้ามาในพื้นที่ชุมชนห้วยเขย่ง และสร้างโขลงใหม่ พร้อมบุกรุกเข้ามากินพืชไร่ของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นมัน อ้อย และข้าวโพด เนื่องจากก่อนมีเขื่อน พื้นที่ตรงนี้มีช้างป่าอยู่แล้ว แต่ไม่เยอะเท่านี้ หากไม่ระมัดระวังช้างป่าทำร้ายคนด้วย ในปี 2552 ช้างป่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีมากถึง 100-150 ตัว ชาวบ้านจึงรวมตัวกันเพื่อเฝ้าระวังช้างมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว แต่ก็ไม่ได้ผล เพราะช้างทำลายพืชไร่ บางครั้งทำให้คนเสียชีวิตก็มี ทั้งโดนช้างกระทืบเวลาเผชิญหน้ากัน หรือพังบ้านก็มี จนชาวบ้านทนไม่ไหว
ขณะนั้นมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี อ.ไทรโยค ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเรื่องช้าง จนจบปริญญาตรี-โท-เอกด้านช้าง และเป็นคนของบฯวิจัยจากวช.ด้วย จึงร่วมกับชุมชนช่วยกันเก็บข้อมูลในส่วนพืชไร่ทุกตัว เพื่อนำมาดูว่าพืชชนิดไหนที่ช้างกินหรือไม่กินบ้าง

สำหรับพืชที่ช้างไม่กิน ได้แก่ ขมิ้น ไพล บุก สะตอ เงาะ กาแฟ และอื่นๆ อีกหลายตัว พวกตนจึงนำร่องการปลูกกาแฟก่อนเพราะมองว่ามีคนกินทั้งโลก สามารถทำการตลาดได้ไม่ยาก ดังนั้นใน ปี 2562 เริ่มนำร่องปลูกกาแฟ 3 ไร่ อย่างไรก็ตามในพื้นที่ก็มีการปลูกกาแฟอยู่บ้างแล้ว ส่วนใหญ่เป็นโรบัสตาจะมีพันธุ์อาราบิก้า บ้างเล็กน้อยในพื้นที่สูงๆ แต่ยังไม่ได้ทำกันจริงจังนัก
ใน 1 ปีเฉพาะอ.ทองผาภูมิ จะได้ผลผลิตกาแฟสารโรบัสต้า 50 ตัน และมีกลุ่มชุมชนวิสาหกิจ กาแฟอ.ทองผาภูมิ มีสมาชิก 100 คน ตนจึงเข้าไปร่วมเป็นคณะกรรมการฝ่ายการตลาด และดูแลเรื่องช้าง นอกจากนี้ยังร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชนมิตรช้างป่าต.ห้วยเขย่ง เพื่อช่วยกันดูแลเรื่องช้าง โดยตนเองเป็นประธานกลุ่ม

คุณประชาให้ข้อมูลด้วยว่า บางคนปลูกกาแฟ 2-5 ไร่ ปลูกแบบผสมผสาน ช้างก็จะไม่ค่อยกิน แต่ปัญหาก็ยังมีเพราะช้างยังเข้าไปในพื้นที่พืชไร่ที่ช้างไม่กินด้วย ตอนนี้มีเกษตรกรหันมาปลูกพืชที่ช้างไม่ชอบเพียง 20% เท่านั้น เพราะบางส่วนยังติดปัญหาค้างคาหนี้กับนายทุน นอกจากนี้สมาชิกของกลุ่มบางส่วนก็ปลูกพริกไทยด้วย

เริ่มแรกปลูกกาแฟแบบใช้สารเคมีบ้าง ไม่ได้ใช้บ้าง ส่งผลให้กระบวนการผลิตไม่ได้คุณภาพ จึงเชิญนักวิชาการมาสอน เริ่มตั้งแต่การปลูก การเก็บผลผลิต และการแปรรูป ต่อมาทางเกษตรพื้นที่สูงเข้ามาช่วยส่งเสริม จึงได้พันธุ์ที่ดีมาปลูก และเก็บกาแฟตอน เป็นลูกเชอร์รี่เม็ดสีแดง สำหรับการปลูกเว้นระยะห่าง 2.5-5 เมตร ถ้าต้นใหญ่ขึ้นให้ตบแต่งกิ่ง สามารถปลูกในที่แดดรำไร หรือพื้นที่เปิดก็ได้

ช่วงต้นฤดูฝนหลังจากเก็บผลเสร็จจะให้น้ำ และใส่ปุ๋ยเดือนละ 1 ครั้ง ช่วงเดือนพ.ย.-ม.ค. เริ่มเก็บเกี่ยว จากนั้นตากเมล็ดและสี สำหรับสวนของตนเป็นกาแฟอินทรีย์ จะขายแบบไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เพราะแปรรูป ออกบูธเอง รวมทั้งทำแฟรนไชส์ด้วย ใครตกงานก็สอนให้ฟรีตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นการชงแบบไหนทั้งเครื่องชงกาแฟขนาดใหญ่และขนาดเล็ก หากมีเงินลงทุนในราคาหมื่นกว่าๆ ก็สามารถสร้างอาชีพได้แล้ว

กาแฟของสวนเป็นแบบคัดเม็ดเชอร์รี่แบบพิเศษ นำมาแช่น้ำ เพื่อดูว่าเม็ดไหนจม เม็ดไหนไม่จม อันไหนไม่จมน้ำก็แยกไปขายในอีกราคาหนึ่ง เพราะต้องใช้แบบที่จม แบ่งเป็น 3 เกรด คือ เกรด A แบบคั่วแล้ว ราคา 600 บาทต่อก.ก. เกรด AA ราคา 500 บาท และเกรด Y ราคา 450 บาท ถือว่าราคาถูกมาก

“กาแฟของทองผาภูมิมีรสชาติหวานติดคอ เนื่องจากพื้นที่ทองผาภูมิได้เปรียบตรงที่มีแร่ธาตุเยอะ มีเหมืองทอง และมีเงาะทองผาภูมิที่มีชื่อเสียง กรอบอร่อย และมีทุเรียนหวานกรอบอร่อย กาแฟก็เช่นเดียวกัน จะได้กลิ่นสมุนไพร ถือเป็นจุดเด่นของกาแฟช้างป่าทองผาภูมิ ยิ่งชงเป็นกาแฟดำจะได้ความหวานติดคอ นุ่ม กลมกล่อม” คุณประชากล่าวและว่า สนใจกาแฟช้างป่าติดต่อได้ที่ 08-6173-1973 หรือเพจเฟซบุ๊ก‘กาแฟช้างป่า’

ทั้งหมดนี้ทำให้ได้เห็นแล้วว่าคนกับช้างป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างไม่เบียดเบียนกัน อีกทั้งวิสาหกิจชุมชนมิตรช้างป่ายังเป็นต้นแบบการทำธุรกิจครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ
ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง