วันที่ 16 พ.ย. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล กล่าวถึงความคืบหน้าการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญพร้อมการเลือกตั้ง ญัตติที่ส.ส.เข้าชื่อ ตามมาตรา 9(4) ที่เพิ่งผ่านสภา ว่า วันที่ 21 พ.ย. จะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา มี 2 ทางคือตีตกทันที หรือส่งต่อครม. แต่จากกระแสที่ออกมาคาด ส.ว.จะตั้ง กมธ.เพื่อศึกษาร่างดังกล่าว โดยใช้ระยะเวลา 30-60 วัน ส่วนตัวคิดว่าไม่จำเป็นต้องตั้งแล้วเพราะเราตั้งข้อสังเกตว่าหากทำประชามติพร้อมเลือกตั้งจะช่วยประหยัดงบประมาณและอำนวยความสะดวกให้ประชาชน หากต้องรอกมธ.ศึกษาอีกเกรงว่าจะไม่ทัน เนื่องจากไม่ทราบว่าจะยุบสภาเมื่อไร เพราะเงื่อนไขเวลากำหนดไว้หากผ่านครม. ต้องจัดทำประชามติภายใน 90-120 วัน จึงคิดว่าควรผ่าน ส.ว.ให้เร็วที่สุด
เมื่อถามว่าคิดว่าจะผ่านไปได้หรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ถ้าดูตาม พ.ร.บ.ประชามติมาตรา 9(4) เขียนไว้ชัดเจน ครม.ต้องดำเนินการตามที่ประธานรัฐสภาแจ้ง ความหมายก็คือหากผ่าน ส.ว.ไปแล้ว ครม.ไม่มีสิทธิไม่ทำ แต่พิจารณาได้ว่าจะจัดวันไหนโดยต้องปรึกษา กกต. แตกต่างกับพ.ร.บ.ประชามติมาตรา 9(5) ที่ระบุว่า ครม.ต้องให้ความเห็นชอบ ส่วนนี้ประชาชนต้องเข้าชื่อ 5 หมื่นรายชื่อ ซึ่งพรรคก้าวไกลเดินทั้ง 2 ทาง ทั้งมาตรา 9(4) และ 9(5) ถ้าคิดด้วยเหตุผลญัตตินี้ทั้ง ส.ส.และส.ว.ไม่มีใครอยากค้านเพราะสุดท้ายอยู่ที่ประชาชน คนที่ขวางถือว่าขวางกระบวนการประชาธิไตยที่จะกลับไปถามประชาชนอีกครั้ง และเราก็มีเหตุผลสนับสนุนว่าใกล้เลือกตั้งแล้ว จะไม่มีข้ออ้างเรื่องงบประมาณ จากที่สอบถาม ส.ว.หลายคนเห็นด้วย แต่จะถกเถียงกันเรื่องเนื้อหาการแก้รัฐธรรมนูญ ที่จริงญัตติเพียงบอกว่าให้จัดทำประชามติถามประชาชนว่าจะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย ส.ส.ร. ไม่ได้กล่าวถึงเนื้อหา การแก้ไขเนื้อหาต้องผ่านการลงประชามติไปแล้ว