จากปัจจัยด้านเชื้อเพลิงโดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้ามีราคาสูงขึ้น รวมถึงถ่านหินนำเข้า และค่าเงินบาทที่ผันผวน ส่งผลต่อราคาค่าไฟฟ้าที่ต้องปรับสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปีหน้า

สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ส่งสัญญาณเปิดเผยแนวทางปรับขึ้นค่าไฟฟ้า 3 ทางเลือก งวดเดือนมกราคม-เมษายน 2566 จากปัจจุบันเรียกเก็บอยู่ที่ประมาณ 4.72 บาทต่อหน่วย ปรับเป็น 5.37-6.03 บาทต่อหน่วย

ค่าไฟที่เตรียมปรับตัวสูงขึ้นอีก 0.65 สตางค์ หรือสูงสุด 1.31 บาทต่อหน่วย ย่อม ส่งผลกระทบไปถึงต้นทุนของผู้ประกอบการภาคธุรกิจ และประชาชนผู้บริโภค ที่จะมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เป็นข่าวไม่ค่อยดีนักสำหรับปีใหม่ที่ใกล้มาถึง

ค่าไฟถือเป็นต้นทุนหลักภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ โดยเฉพาะเกี่ยวข้องกับการผลิต ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง ห้างร้านขนาดใหญ่

หากมีการปรับขึ้นค่าไฟตามแนวทางของ กกพ. จะเป็นการซ้ำเติมภาคธุรกิจเนื่องจากตั้งแต่ต้นปี 2566 ผู้ประกอบการต้องปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้แรงงาน ขณะที่ค่าน้ำมัน วัตถุดิบต่างๆ ยังทรงตัวอยู่ระดับสูง

เมื่อเป็นเช่นนี้อาจเป็นแรงกดดันให้ผู้ประกอบการทั้งรายย่อย รายใหญ่ มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการให้สอดรับต้นทุนค่าไฟที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกันเป็นทอดๆ ไปจบลงที่ประชาชนผู้บริโภคในที่สุด

นอกจากต้องจ่ายค่าไฟในครัวเรือนเพิ่ม ยังต้องจ่ายค่าสินค้า ค่าบริการต่างๆ แพงขึ้นด้วย

การลดภาระผู้ประกอบการและผู้บริโภค ทางหนึ่งคือ การที่รัฐบาลออกนโยบายตรึงค่าไฟ แต่ก็เป็นเพียง การแก้ไขปัญหาระยะสั้นเฉพาะหน้า ต้องใช้งบอุดหนุน มหาศาล การมีแผนแก้ปัญหาระยะยาวจึงจำเป็น

ข้อเสนอหนึ่งจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ สอท. คือต้องการให้แก้ปัญหาขั้นตอนการอนุญาต ติดตั้งเครื่องผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ ทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาชน เนื่องจากเป็นแนวทางลดต้นทุนค่าไฟระยะยาว

แต่พบว่าปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐซึ่งมีหน้าที่อนุมัติ อาทิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม กกพ. และสำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มีขั้นตอนยุ่งยาก ล่าช้า จึงต้องการให้รัฐบาลปลดล็อกอุปสรรคตรงนี้

ช่วงใกล้เลือกตั้ง ปัญหาค่าไฟจะเป็นแรงกดดันรัฐบาล ที่อาจต้องแก้เฉพาะหน้าด้วยการตรึงราคา แต่ถึงกระนั้นรัฐบาลก็ไม่อาจละเลยแผนการแก้ปัญหาในระยาวควบคู่กันไปด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน