ทีมวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา เผยผลการศึกษาถึงการมีโทรศัพท์มือถือในวัยเด็กและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กว่า ไม่พบความ เชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญถึงอันตรายต่อเด็ก
ทีมวิจัยติดตามเด็กกลุ่มตัวอย่างกว่า 250 คน จากครอบครัวรายได้ต่ำ ในรัฐนอร์ทแคลิฟอร์เนีย 5 ปี และควบคุมปัจจัยต่างๆ ได้แก่ อายุเด็ก เพศและลำดับการเกิด ประเทศเกิด สถานะสมรสและระดับการศึกษาพ่อแม่ รายได้ครอบครัว ความถี่ในการพูดภาษาอังกฤษที่บ้าน และความก้าวหน้าพัฒนาการของเด็ก เมื่อเข้าสู่วัยแรกรุ่น
เด็กมีอายุ 7-11 ขวบ เมื่อเริ่มต้นวิจัย และเด็กมีอายุ 11-15 ปี เมื่อวิจัยเสร็จสิ้น อายุเฉลี่ยที่เด็กได้มือถือเครื่องแรกอยู่ที่ 11.6 ปี อัตราการมีมือถือเพิ่มขึ้นในช่วงอายุ 10.7-12.5 ปี โดยครึ่งหนึ่งได้มือถือเครื่องแรก และเด็กเกือบทุกคนมีมือถือตั้งแต่อายุ 15 ปี และร้อยละ 99 เป็นสมาร์ตโฟน
นอกจากนี้ เด็กและพ่อแม่คนใดคนหนึ่งของเด็กผ่านการประเมินพื้นฐานเบื้องต้นเมื่อเริ่มวิจัย และประเมินติดตามผลประจำปีถึงความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กเมื่อ เริ่มมีมือถือ ดูว่าปีนั้นๆ เด็กได้มือถือหรือไม่ เป็น สมาร์ตโฟนหรือไม่ เก็บข้อมูลอาการซึมเศร้า ผลการเรียน เวลานอน เวลาตื่น และการง่วงนอนตอนกลางวันปกติ โดยให้เด็กสวมเครื่องวัดความเร่ง 1 สัปดาห์ เพื่อวัดเวลาเริ่มนอนหลับและระยะเวลานอนหลับ
ผลออกมาว่าตัวบ่งชี้อาการซึมเศร้าทั้งกลุ่มตัวอย่างลดลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่เด็กที่มีมือถือจะลดลงช้ากว่าเด็กไร้มือถือ ขณะที่พ่อแม่เด็กกลุ่มตัวอย่างให้ข้อมูลว่า ในคืนก่อนไปโรงเรียน เมื่อลูกมีมือถือจะนอนน้อยลงกว่าตอนไร้มือถือ
แต่นักวิจัยระบุว่า ความแตกต่างเหล่านี้น้อยเกินกว่าที่จะมีนัยสำคัญ จึงสรุปว่าการมีมือถือในวัยเด็กไม่ได้เชื่อมโยงทั้งด้านบวกและลบกับความเป็นอยู่ที่ดีโดยรวมของเด็ก