วันที่ 30 พ.ย. นายธรัมพ์ ชาลีจันทร์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมกันแถลงข่าว อัยการสูงสุด (อสส.) มีคำสั่งชี้ขาดสั่งฟ้องคดี ที่พนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญา มีคำสั่งไม่ฟ้องนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายปิยบุตร แสงกนกกุล และน.ส.พรรณิการ์ วานิช เป็นผู้ต้องหาที่ 1-3 กระทำความผิดข้อหาร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชน ด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ตามที่พนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญา ได้รับสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ 1702/2563 ของ สน.พญาไท ซึ่งมีนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพุทธอิสสระ เป็นผู้กล่าวหา
นายโกศลวัฒน์กล่าวว่า เดิมคดีนี้พนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญา พิจารณาแล้วมีคำสั่งทางคดีสั่งไม่ฟ้องทั้งสามแล้วจึงส่งสำนวนไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) เพื่อพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 145/1 ซึ่งภายหลัง ตร.มีความเห็นแย้งว่ายังไม่อาจเห็นพ้องด้วยกับคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1-3 ความผิดตามข้อกล่าวหาแล้วส่งสำนวนมายัง อสส.เพื่อพิจารณาชี้ขาด ความเห็นแย้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145/1 วรรคสอง
อสส. พิจารณาคดีดังกล่าวแล้วได้มีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้องทั้งสาม ฐานร่วมกันล่วงละเมิดรัฐธรรมนูญ ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเบิดกฎหมายแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 2, 6, 34, 49 และ 50 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 116 (2), (3)
ด้านนายธรัมพ์กล่าวว่า อสส.ได้พิจารณาชี้ขาดความเห็นแย้ง ชี้ขาดให้ฟ้องคดีเพราะมองพฤติกรรมการกระทำต่างๆ ของผู้ถูกกล่าวหาแล้วเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 116 คือ แสดงความเห็นด้วยวาจา หนังสือให้ปรากฏในหมู่ประชาชน ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในราชอาณาจักรแล้วทำให้มีการล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ทั้งจากคำปราศรัย และการแสดงความคิดเห็นทางสื่อออนไลน์ต่างๆ แต่ไม่มีข้อหาความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เรื่องจากไม่มีการเเจ้งข้อหามาเเต่เเรก ขั้นตอนหลังจากนี้จะแจ้งคำสั่งชี้ขาดของ อสส.ไปยังพนักงานสอบสวนสน.พญาไท เพื่อตามตัวและนัดหมายมารับทราบข้อกล่าวหาและยื่นฟ้องต่อศาลอาญาต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลเหตุคดีนี้ นายสุวิทย์ เเจ้งความช่วง ต.ค.63 อ้างกรณีการอภิปรายเรื่องอภิวัฒน์สยาม 24 มิ.ย. 2475 พูดถึงประวัติศาสตร์การเมืองไทย 14 ต.ค., 6 ต.ค. 2519 เป็นผู้หนึ่งที่มีสวนก่อตั้งวารสารฟ้าเดียวกัน อภิปรายงบที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน และไปปรากฏตัวในที่ชุมนุม
ทั้งสองยังแถลงกรณี กกต.ยื่นดำเนินคดีนายธนาธร ความผิดตามพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. กรณีถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด (หุ้นสื่อ) พนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญา มีคำสั่งทางคดีคือสั่งไม่ฟ้องนายธนาธร ฐานรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิสมัครส.ส.เนื่องจากขาดคุณสมบัติ แต่ตร.เห็นแย้งส่งสำนวนมายัง อสส. พิจารณชี้ขาด อสส.ได้พิจารณาคดีมีความเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11,41 แม้ข้อเท็จจริงได้ความจากการไต่สวนพยานของผู้ต้องหา ศาลรัฐธรรมนูญจะเห็นว่ามีข้อพิรุธก็เป็นพิรุธในข้อเท็จจริงของคำให้การพยานฝ่ายผู้ต้องหาเพียงฝ่ายเดียว แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ไม่อาจนำข้อพิรุธของพยานฝ่ายผู้ต้องหามาใช้เป็นพยานหลักฐาน เพื่อยืนยันว่าผู้ต้องหาทำผิดได้โดยลำพัง อีกทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นใดที่แสดงให้เห็นว่าผู้ต้องหามีพฤติกรรมใดเกี่ยวข้องกับบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัดหลังระบุว่าโอนหุ้นไปแล้ว
จึงเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอที่จะฟ้องและพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาได้ อสส.ชี้ขาดไม่ฟ้องนายธนาธร ความผิดฐานรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส่วนการวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติ ส.ส.ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญสั่งยกเลิกผลก็ต้องเป็นไปตามนั้น เป็นการพิจารณากฎหมายคนละฉบับกัน