เย็นจิตด้วย ‘เมตตา’

ฝึกจิต

โลกเร่าร้อนด้วยภัยสารพัด ทั้งภัยจากโรคระบาด ภัยธรรมชาติ โจรภัย ภัยจากสงครามเศรษฐกิจ ก่อการร้าย และการประหัตประหารเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์ ทำให้โลกเต็มไปด้วยความร้อนระอุ ผู้คนเดือดร้อนไปทั่วทุกแห่ง เมื่อโลกมีปัญหา คนในโลกก็พลอยฟ้า พลอยฝน ต้องจมจ่อมไปกับความร้อนใจ อยู่ด้วยความทุกข์ทรมาน พอใครมาสะกิดนิด ทำให้ขุ่นเคืองหน่อย ก็พร้อมจะระเบิดโทสะใส่กันได้ตลอดเวลา

เพราะ ‘ความโกรธ’ ที่พุ่งขึ้นมาอย่างยากจะระงับของคนในยุคนี้ จึงทำให้ความพินาศมักมีปรากฏให้ขึ้นเห็นอยู่เป็นประจำ เมื่อโกรธแล้วลงมือทำสิ่งใดพลาดผิดไป หลายครั้งโอกาสกลับมาแก้ไขมันไม่มี แม้เวลาให้นั่งเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปก็อาจไม่เหลือ

คนส่วนใหญ่รู้ทั้งรู้ว่า ‘ความโกรธ’ เป็นโทษภัยแก่ชีวิต แต่กี่ครั้งกี่หนก็ไม่เคยยับยั้งได้ พอบทเจอเรื่องขัดใจ เป็นอันได้ฟิวส์ขาดทุกคราวไป

ในทางพระพุทธศาสนา สิ่งที่ปฏิปักษ์กับความโกรธ คือ “เมตตา”

เมตตา คือ พลังแห่งความรัก ที่บริสุทธิ์ ปราศจาคความเห็นแก่ตัว อยู่เหนือเงื่อนไขข้อจำกัดทางด้านเนื้อหนัง เป็นความรัก ความปรารถนาที่จะให้คนอื่นได้รับประโยชน์ และมีความสุข

คำว่า เมตตา พูดไปใครก็รู้จัก แต่น้อยคนนักที่สามารถทำใจให้เกิดเป็นเมตตาได้จริง เพราะเมตตาที่แท้เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ฝึกฝน เป็นสิ่งที่ต้องหมั่นเจริญให้มาก ถ้าบทเมตตาเกิดขึ้น ใจจะสงบเยือกเย็น ไม่ผูกโกรธไม่จองเวรกับใคร พร้อมที่จะให้อภัยอยู่เสมอ ซึ่งการให้อภัยคนที่ทำให้เราไม่พอใจ ไม่ใช่ความโง่เง่า หากแต่เป็นความฉลาดรู้เท่าทันกฎแห่งกรรมว่า เมื่อใครโกรธมา ถ้าเราโกรธตอบ นั่นคือการผูกเวรผูกกรรม ต่อกรรมยาวสาวกรรมยืด ทั้งที่จริงเพียงแค่เราสงบนิ่ง ไม่ตอบโต้คนร้ายด้วยความร้าย นั่นต่างหากเป็นวิธีที่ชาญฉลาดอย่างที่สุด เพราะนอกจากจะไม่เป็นสร้างเวรภัยให้แก่ตัวเองแล้ว ยังสามารถทำให้หลุดพ้นจากปัญหาที่ผู้อื่นนำมาเขวี้ยงใส่ศีรษะในขณะนั้นได้อีกด้วย!!

ซึ่งนั่นต่างหาก คือ ชัยชนะที่แท้จริง ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “อตฺตา หเว ชิตํ เสยฺโย” ชนะตนนั่นแหละเป็นดี

ดังนั้น วันนี้ผู้เขียนจะนำอีกหนึ่งวิธี ในการสร้างเมตตาให้เกิดขึ้นกับจิตใจ เพื่อทรงไว้ซึ่งความเยือกเย็นตลอดทั้งวัน เป็นมิตรกับคนและสัตว์ทั้งหลายได้ตลอดทั้งวัน ใครมายั่วยวนกวนโทสะก็สามารถมีสติมีสมาธิในการระงับยับยั้งได้ดียิ่งขึ้น

โดยวิธีการเจริญเมตตาให้จิตใจเยือกเย็นไปตลอดทั้งวันให้เริ่มต้นปฏิบัติ ดังนี้

ยามเช้า เมื่อตื่นขึ้นมา ลุกขึ้นนั่งบนเตียง แล้วสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ผ่อนลมหายใจออกยาวๆ สัก 3-5 คู่

พนมมือ บูชาพระ ว่านะโม… 3 จบ ในเบื้องต้น แล้วตั้งใจอธิษฐานด้วยความเคารพต่อพระรัตนตรัย โดยเปล่งวาจาออกมาพอได้ยินว่า

“ลูกกราบขออาราธนาพระบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บารมีพระธรรม บารมีพระอริยสงฆ์เจ้าทั้งหลาย อานุภาพแห่งพรหมเทวดาที่เกี่ยวเนื่องและรักษาตัวของข้าพเจ้า และ บุญบารมีของครูบาอาจารย์ทุกๆ ท่านของลูก

ขอได้โปรดเมตตาช่วยประคับประคองกำลังใจของลูกให้ผ่องใสตลอดทั้งวัน ให้มีจิตใจเยือกเย็นเป็นเมตตาอยู่เสมอ ขอให้ลูกมีคุณพระ คุณศีล คุณธรรม เป็นเกราะคุ้มครองป้องกัน กาย วาจา ใจ ให้สงบเย็นเป็นสุขและปลอดภ้ยตลอดทั้งวันด้วยเทอญ หากแม้มีใครทำให้ลูกโกรธ หงุดหงิด ไม่พอใจ ขอให้ลูกมีกำลังใจดี ในการระงับความโกรธ ความหงุดหงิด และความไม่พอใจ นั้นด้วยเมตตาด้วยเทอญ…”

จากนั้นให้ตั้งใจเจริญเมตตา โดยคิดพิจารณาพร้อมทั้งกล่าวพอได้ยินว่า

“บุญใดที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้าขอแบ่งปันและแผ่กำลังบุญนั้น ให้กับบุคคลทั้งหลายอันเป็นที่รักของข้าพเจ้า เหล่าพรหมเทวดาที่รักษาตัวข้าพเจ้า เหล่าพรหมเทวดาที่รักษาบ้านเรือน รักษาที่ทำงาน รักษาวัตถุธาตุอันเป็นมงคลของข้าพเจ้าทั้งหมด ตลอดจนขอแผ่กำลังบุญนี้ให้กับบุคคลที่คิดไม่ดีกับข้าพเจ้า ผู้ที่จ้องทำร้ายข้าพเจ้า ผู้ที่คิดเอาเปรียบข้าพเจ้า ขอให้ทุกท่านจงมี ความสุขเถิด บุญเหล่าใดที่ข้าพเจ้าใดกระทำแล้ว ขอบุญเหล่านี้จงเป็นปัจจัยแห่งความสุขของท่านเถิด แล้วอย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันอีกต่อไปเลย ขอให้ทุกท่านจงอยู่เย็นเป็นสุขนับจากบัดนี้เป็นต้นไป ด้วยเถิด…

และ ขอแผ่กำลังบุญเป็นเมตตาให้แก่หมู่มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ตลอดจนสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งปวงเถิด ขอให้ทุกท่านจงมีความสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ขอให้ทุกชีวิตจงอยู่อย่างมีความสุขเถิด บุญใดที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้วตั้งแต่ต้นจนถึงบัดนี้ ขอให้ทุกท่านจงมีส่วนร่วมในบุญของข้าพเจ้าด้วยกันทั้งหมดเถิด…”

ค่อยๆ ว่าไปช้าๆ ใจเย็นๆ ไม่ต้องเร่งรีบ แล้วพิจารณาตามที่กล่าวไปด้วย ด้วยใจที่สงบเยือกเย็นในการแผ่เมตตา การแผ่เมตตานั้นจึงจะมีผล ซึ่งวิธีนี้ ถ้าสามารถปฏิบัติได้ในตอนเช้าหลังจากตื่นนอน โดยใช้เวลาเจริญเมตตาเพียงไม่เกิน 5-10 นาที แต่จะสามารถมีอารมณ์ใจที่ผ่องใสดียิ่งขึ้นกว่าเดิมคุมจิตใจไปตลอดทั้งวัน

ยิ่งก่อนนอน ถ้าได้เจริญเมตตาด้วยวิธีนี้อีกครั้ง จะทำให้หลับสบายและนอนอย่างเป็นสุข เมื่อปฏิบัติมากขึ้น ทำไปเรื่อยๆ ทุกๆ วัน ใจจะมีความสบายมากขึ้น ความโกรธ และ โทสะ จะค่อยเบาบางลงไปตามลำดับ จนในที่สุดความโกรธก็จะไม่สามารถทำร้ายเราได้อีกต่อไป

เมื่อใจประกอบด้วยเมตตา ความโกรธก็เป็นเพียงเรื่องที่ผ่านมาแล้วผ่านไป ไม่สามารถทำให้ใจเราเร่าร้อน ดิ้นพล่าน เป็นเดือดเป็นแค้น จนไฟโทสะสุมอกได้อีกต่อไป หรือ อย่างมากก็โกรธขึ้นมาชั่วประเดี๋ยว แล้วความโกรธก็หายวูบไป เหมือนน้ำซึมในพื้นทราย

ถ้าเราบรรเทาความโกรธได้ ชีวิตจะมีความสุข มีความสงบเย็น มีความสบายใจ และผิวพรรณจะเปล่งปลั่งผ่องใส มากขึ้นกว่านี้อีกมากมาย ลองคิดดูเถิด… เช่นนี้มิดีหรือ??

พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน