เปิดตัวรุ่นแรกกันไปตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา กับเจ้า The New C-Class ของค่ายดาวสามแฉก เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย แต่มีเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล ทำเอาแฟนพันธุ์แท้เครื่องยนต์เบนซินต่างเฝ้ารอการเปิดตัว
และล่าสุดค่ายดาวสามแฉกไม่ทำให้ผิดหวัง เปิดตัว Mercedes-Benz C 350e AMG Dynamic เติมเต็มพลังงานทางเลือกกับเทคโนโลยี ปลั๊ก-อิน ไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุด

เพื่อให้ได้รับรู้ถึงสมรรถนะของตัวรถ ทีมงานประชาสัมพันธ์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้จัดทริปทดสอบบนเส้นทางกรุงเทพฯ-จ.ชลบุรี ระยะทางรวมประมาณ 300 ก.ม.
ขาไปให้น้องที่ทดสอบร่วมคันขับไปก่อน แล้วมานั่งเต๊ะจุ๊ยราวกับผู้บริหาร ที่เบาะหลังสีแดงสลับดำ แน่นนุ่ม โอบกระชับรับช่วงเอว
เบาะนั่งชันขึ้นเล็กน้อย รองรับต้นขา ช่วยลดความเมื่อยล้ายามเดินทางไกล พื้นที่เหนือศีรษะ พื้นที่วางขา มีมาให้พอประมาณ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่อึดอัด
ช่วงล่างมีความนุ่มนวลชวนฝัน ผ่านเนินลูกระนาด คอสะพาน แทบไม่รู้สึก ด้วยระบบช่วงล่างแบบถุงลม แรงเหวี่ยงเวลาเข้าโค้ง หรือเปลี่ยนเลนกะทันหันมีให้ได้รู้สึกอยู่บ้าง

เทคโนโลยีปลั๊ก-อิน ไฮบริด ที่ติดตั้งในเจ้า Mercedes-Benz C 350e AMG Dynamic เป็นรุ่นล่าสุด เจเนอเรชั่นที่ 4 มีความสามารถเพิ่มขึ้นหลายด้าน
ไม่ว่าจะเป็น ทำความเร็วสูงสุดด้วยโหมดไฟฟ้าได้ 140 ก.ม.ต่อช.ม. วิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนๆ ได้ไกล 100 ก.ม.
ซึ่งทำได้ตามที่เคลมไว้ เพราะน้องที่ทดสอบช่วงแรกขับทำความเร็ว ทั้งตีนต้น ตีนปลาย ไม่มีแผ่วแม้แต่น้อย
แถมทำระยะทางไปได้ถึง 98 ก.ม. ระบบสลับไปใช้กำลังจากเครื่องยนต์อัตโนมัติ แต่ที่สำคัญกว่าคือไม่รู้สึกเลยว่ามีการสลับโหมดการใช้งาน เรียกว่าไร้รอยต่อจริงๆ
ส่วนที่ว่าชาร์จเร็วเต็ม 100% ภายในครึ่งชั่วโมง ตรงนี้ต้องรอนำมาทดสอบส่วนตัว แล้วจะแจ้งให้ทราบ

ก่อนเดินทางกลับ มีเวลาเดินดูรอบคัน การออกแบบดีไซน์ใหม่ในคอนเซ็ปต์ Sensual Purity ผสมผสานความสปอร์ต และความหรูหรา
กระจังหน้าใหม่พร้อม Star pattern อันเป็นเอกลักษณ์ ไฟหน้าแบบ DIGITAL LIGHT ความละเอียดมากกว่า 1 ล้านพิกเซลในโคมไฟแต่ละข้าง ฟังก์ชัน Adaptive Highbeam Assist Plus ควบคุมไฟ LED ให้สอดรับกับสถานการณ์บนถนน
ด้านหลังดีไซน์ไฟท้าย LED ถัดลงมาเป็นกันชนหลังดีไซน์เท่ พร้อมกรอบท่อไอเสียคู่ 2 ฝั่ง ล้ออัลลอย AMG 5 twin-spoke ขนาด 18 นิ้ว

ภายในถอดแบบจากรุ่น S-Class ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ LCD ความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว แสดงผลคมชัด พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้านหุ้มด้วยหนัง
คอนโซลหน้าตกแต่งลายเคฟล่า สีเทาดำให้อารมณ์สปอร์ต หน้าจอสัมผัสแนวตั้งขนาดใหญ่ 11.9 นิ้ว ชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย ไฟล้อมรอบห้องโดยสาร premium Ambient Lighting 64 เฉดสี
ขึ้นนั่งตำแหน่งคนขับ ทัศนวิสัยการขับขี่เปิดกว้าง ด้วยกระจกหน้าบานใหญ่ เบาะนั่งขนาดใหญ่โอบกระชับ
ขากลับต้องขับด้วยเครื่องยนต์ เนื่องจากพลังไฟฟ้าหมดเกลี้ยง แต่มีบางช่วงที่มีไฟฟ้าให้ใช้บ้างเล็กๆ จากการปั่นไฟคืนกลับไปที่แบตเตอรี่ เมื่อถอนเท้าจากคันเร่ง โดยเฉพาะเวลาลงทางลาดชัน

เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 6,100 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000-4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9G – Tronic พร้อมแพดเดิลชิพ เปลี่ยนเกียร์ที่หลังแป้นพวงมาลัย
เรียกกำลังมาใช้งาน ออกตัวจี๊ดจ๊าดสะใจ ต่อเนื่องไปจนถึงทำความเร็วปลาย หรือแม้แต่เร่งแซง จังหวะคิกดาวน์ ทำได้ไหลลื่น ไม่มีสะดุดให้ได้รู้สึก เพิ่มความสนุก และมั่นใจในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี
ช่วงล่างหลังแบบถุงลม เวลาเข้าโค้ง หรือเปลี่ยนเลนบนความเร็วสูงแอบมีย้วยอยู่เล็กๆ ธรรมชาติของรถที่เน้นความนุ่มนวล แต่กับการทำความเร็วสูง นิ่งสนิทไม่มีหวิวให้รู้สึก

ถึงปลายทางกดดูระยะทาง กับอัตราสิ้นเปลือง รวมแล้ววิ่งไปทั้งหมด 291 ก.ม. เป็นการวิ่งด้วยไฟฟ้า 100 ก.ม. ใช้น้ำมันไปทั้งสิ้น 6.1 ลิตรต่อ 100 ก.ม. สลับกลับมาเป็นระยะทางต่อลิตรอยู่ที่ 16 ก.ม.ต่อลิตรนิดๆ ส่วนสนนราคาอยู่ที่ 3.35 ล้านบาท
ใครที่มองหาซีดานหรูอยู่ ลองพิจารณาดูว่าจะโดนใจแค่ไหนอย่างไรได้ที่โชว์รูมเมอร์ เซเดส-เบนซ์ ทั่วประเทศ
กิตติพงศ์ ศรีเจริญ