รสชาติครัวไทยแต่ละถิ่นแต่ละภูมิภาคแตกต่างกันที่เครื่องปรุงพื้นถิ่น กลิ่น รส สีสัน ทำให้อาหารแต่ละอย่างกลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะเมนู รสชาติอาหารสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในท้องถิ่นซึ่งสภาพพื้นที่และสภาพอากาศแตกต่างกัน
แม้แต่แกงเลียงที่เป็นอาหารคู่ครัวไทยทุกภูมิภาคยังแตกต่างกันทั้งรสชาติและพืชผักประจำหม้อแกงเลียง

แกงเลียงพื้นบ้านภาคใต้ สัมผัสรับรสความเผ็ดร้อนของพริกไทยอย่างชัดเจน ชูรสด้วยกะปิดีกลิ่นหอมจรุงใจ กุ้งสด กุ้งแห้ง ตามชอบ
ส่วนผสมน้ำแกงเลียงที่ครัวใต้ขาดไม่ได้ คือ กะปิ เกลือ พริกไทย และหัวหอม เผากะปิกับหัวหอมเป็นเคล็ดลับความหอมอร่อยของท้องถิ่น ตั้งน้ำรอได้เลย ระหว่างนี้มาเตรียมเครื่องปรุงส่วนประกอบ ได้แก่ หอมแดง พริกไทยดำ ตำให้แหลกแล้วใส่กะปิลงไปตำให้เข้ากันดี แล้วจึงนำกุ้งสดลวกพอสุกลงโขลกรวมเป็นเนื้อเดียวกัน อาจจะใช้กุ้งแห้งหรือปลาย่างก็ได้เช่นกัน พอน้ำในหม้อเดือดตักส่วนผสมลงไป รอเดือด อีกครั้งก็ตามด้วยผักสด


ทีเด็ดอยู่ตรงนี้เอง แกงเลียงพื้นบ้าน ภาคใต้ใส่ผักสดๆ มากมายหลายชนิด แต่ ที่แตกต่างจากแกงเลียงภาคกลางคือ ไม่ใส่ ใบแมงลักและกระชาย ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ ผักรสหวานที่หาได้ทั่วไป เช่น มะละกอ ตำลึง ผักหวานบ้าน ผักโขม ใบเหลียง ยอดฟักทอง ลูกฟักทอง บวบ หัวมัน หัวบอน ข้าวโพดอ่อน เห็ดหูหนู นอกจากนี้ อาจมีทีเด็ดของแต่ละบ้านเพิ่มเติมลงไป เช่น ใบตาหมัดหรือ ผักหวานป่า ยอดพริกสด และอื่นๆ

ผักสดเด็ดข้างบ้าน ผ่านน้ำเล็กน้อย แล้วลงหม้อ ความหวานของผักสดใหม่ชนะทุกสิ่ง ทำให้น้ำแกงเลียงหวานกลมกล่อมชื่นใจ

เด็กชายมูฮัมหมัดชาร์มมี่ ขำนุรักษ์ อนุบาล 2 หัดกินผักจากแกงเลียง เพราะความหวานของผักสดและน้ำแกงเลียง เด็กๆ บางคน ไม่ชอบกินผัก แต่ชาร์มมี่กินเก่งเพราะรู้จักผักหลายชนิดและมักช่วยแม่เก็บผักเอง
“ที่โรงเรียนมีขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว แล้วก็ข้าวมันไก่” อาหารที่ชาร์มมี่กินบ่อยๆ ที่โรงเรียนหรือจะน่าตื่นเต้นเท่าอาหารในสวนที่ไม่เคยรู้ล่วงหน้าเลยว่าจะเป็นอะไร

“อร่อยนะ ที่สวนมีของเยอะ อูมี หวาหลัน แล้วก็แก่ฝอ ทำกับข้าวอร่อย” แม่ ป้า และยายของชาร์มมี่มักจะทำอาหารเมนูต่างๆ จากพืชผักพื้นบ้านที่มีอยู่รอบขนำ เวลามาทำสวนจึงสนุกและอร่อย

แม่ถามชาร์มมี่เสมอว่าถ้าแม่ชวนมาสวนบ่อยๆ ลูกจะมาหรือเปล่า ชาร์มมี่ตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า “มาครับ” เพราะความสุขของเด็กน้อยอยู่ในสวนสวรรค์นี้นั่นเอง

ความสุขอยู่ที่บ้าน ฝ้าหรี้ด้า เอียดวงค์ แม่ของชาร์มมี่บอกไว้อย่างนั้น “เราออกจากบ้านไปใช้ชีวิตกันมาจนอิ่มตัวแล้ว สุดท้ายเชื่อไหมคะว่าความสุขจริงๆ คือความสุขที่ได้อยู่บ้าน อยู่กับธรรมชาติ พอเรามีลูกเราก็ไม่อยากให้ลูกใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่วุ่นวายแล้วค่ะ ก็เลยกลับมาอยู่บ้าน แล้วก็ปลูกผักปลูกหญ้า รู้สึกว่าตรงนี้เป็นความสุขจริงๆ ที่ชีวิตในเมืองที่เราเคยอยู่หาไม่ได้”

เพราะแม่เริ่มคิดและลงมือ เด็กชายชาร์มมี่จึงมีโอกาสเรียนรู้ธรรมชาติและชีวิตในทุกๆ วันที่บ้านเกิดของตนเอง ยังมีเวลาอีกมากมายให้ชาร์มมี่ได้เรียนรู้ ไม่เว้นแม้แต่บทเรียนเรื่องแกงเลียงมื้อนี้

พบเด็กชายที่มีแต่ความสุขและรอยยิ้ม และ แกงเลียงของเขา ในรายการทุ่งแสงตะวัน ตอน แกงเลียงบ้านสวน เสาร์ที่ 10 ธันวาคมนี้ เวลา 05.05 น. ทางช่อง 3 กด 33 และเวลา 07.30 น. ทางเพจเฟซบุ๊กทุ่งแสงตะวันและยูทูบ PayaiTV
วสวัณณ์ รองเดช