หลังสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 คลี่คลาย หลายประเทศเริ่มเปิดรับ นักท่องเที่ยว หนึ่งในประเทศอันดับต้นๆ ที่นักท่องเที่ยวไทยทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ หมายใจจะไปสักครั้งคงหนีไม่พ้น ‘ประเทศญี่ปุ่น’

ทิ้งท้ายปลายปี ลมหนาวเริ่มคืบคลาน ใบไม้เริ่มจะเปลี่ยนสีทักทายนักท่องเที่ยว โอกาสนี้ ‘ธนาคารออมสิน’ จึงพาคณะผู้สื่อข่าว เดินทางไปสัมผัสบ้านเมือง วัฒนธรรม สภาพความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจ ที่ญี่ปุ่นกันอีกครั้ง นับเป็นการต้อนรับการเปิดประเทศ หลังปิดประตูสู้โควิด-19 มาร่วม 3 ปี
เรียกว่าทริปนี้ สัมผัสความเป็นญี่ปุ่นกันครบทุกมุมทุกเสน่ห์ เอาให้หายคิดถึง มีจุดหมายปลายทางที่จังหวัดกุนมะ เมืองตากอากาศรับลมหนาว และบ่อออนเซ็น แร่คุณภาพจากธรรมชาติ ก่อนยกทัพกลับเข้าโตเกียว เปิดหูเปิดตากัน อีกรอบ

จังหวัดกุนมะ (Gunma) ห่างจากโตเกียวไม่มากนัก นั่งรถบัสใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ลัดเลาะไหล่เขา สมกับเป็นเมืองที่โดดเด่น เรื่องธรรมชาติ โดยเฉพาะ “ออนเซ็น” เพราะกุนมะมีน้ำพุร้อนธรรมชาติจำนวนมาก แทบจะเรียกได้ว่ามากที่สุดในญี่ปุ่น ทำให้จังหวัดกุนมะเต็มไปด้วยหมู่บ้านออนเซ็น
นับเป็นจุดไฮไลต์สำคัญที่นักท่องเที่ยว ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เรียกว่า ใครมากุนมะ แล้วไม่แช่ออนเซ็น ก็สัมผัสบรรยากาศได้ไม่ถึง 100% ในคราวนี้ คณะมีโอกาสได้แช่ออนเซ็นกันถ้วนหน้า เรียกว่าสบายตัว ตลอดการเดินทางค่อนวันที่ผ่านมา จนลืมความเหนียมอาย สไตล์คนไทย ที่ต้องเปลื้องผ้าล่อนจ้อนกันไปหมดเลยทีเดียว

จากนั้น คณะไปยังเมืองมินาคามิ (Minakami) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งสายน้ำของจังหวัดกุนมะ แถมยังขึ้นชื่ออีกว่าเป็นเมืองที่มีผลไม้ออกตลอดทั้งปี จึงเป็นอีกจุดเด่นที่ชาวเมืองยกมาเป็นจุดขาย

เจ้าภาพแบงก์ออมสินพาคณะไปลุยสวนแอปเปิ้ล ผลไม้ขึ้นชื่อประจำเมือง รับฤดูใบไม้ร่วง ทันทีที่ตบเท้าเข้าสวน ก็ต้องติวเข้มวิธี การเด็ดกันเล็กน้อย เพราะต้องมีวิธีเฉพาะเท่านั้น โดยสายพันธุ์แอปเปิ้ลมินาคามิที่เป็นเอกลักษณ์ อย่าง แอปเปิ้ลสายพันธุ์เมเก็ตสึ ซึ่งมีสีเหลือง ที่ต้องบอกเลยว่าเป็นแอปเปิ้ลที่มีรสชาติหอมหวาน กัดกรอบ ชุ่มฉ่ำเต็มปากเต็มคำ!
ออกจากสวนแอปเปิ้ล คณะได้เดินทาง ไปยัง “เทือกเขาทานิกาวะ” นั่งรถกันไม่นาน ก็ถึงที่หมาย


โดยปกติที่นี่ในฤดูหนาว จะมีนักท่องเที่ยว และชาวญี่ปุ่นพาครอบครัวมาพักผ่อนเล่นสกีกันคึกคัก แต่ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิแบบนี้ ก็มีเสน่ห์ไม่ต่างกัน รอบบริเวณเต็มไปด้วยกิจกรรมต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะการนั่ง Ropeway เพื่อชมธรรมชาติรอบเทือกเขา ทานิกาวะ ชมลำธารสีฟ้าที่เกิดจากการระบายของหิมะ
เมื่อเดินทางไปถึง Tenjindaira ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดของเทือกเขา จะได้พบกับทิวทัศน์ธรรมชาติโดยรอบของ Japan Alps หรือเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นได้แบบ 360 องศา คณะตื่นตาตื่นใจแย่งกันหามุมถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกกันอย่างสนุกสนาน เรียกว่าสวยจนลืมหายใจ

มาญี่ปุ่นถ้าไม่เข้าวัด เข้าศาลเจ้ากันสักหน่อย คงต้องถือว่ามาเสียเที่ยว อีกหนึ่งวัดขึ้นชื่อของจังหวัดกุนมะ ต้องยกให้ วัดโชรินซัน ดารุมะจิ (Shorinsan, Darumaji) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองทาคาซากิ เมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตตุ๊กตาดารุมะมากที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น หรือเจ้าตุ๊กตาล้มลุกที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี

สำหรับดารุมะ หรือตุ๊กตาล้มลุก คนญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นสิ่งมงคลสำหรับการอธิษฐานเรื่องต่างๆ ให้สมหวัง และดารุมะมักมีสีแดง ใบหน้าขึงขัง คิ้วหนา หนวดเครารอบใบหน้าและบริเวณลำตัวจะมีเขียนอักษรคันจิไว้ เพื่อขอพรเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น โชคลาภ สุขภาพ เป็นต้น
ใครที่มีโอกาสซื้อดารุมะมาใหม่ จะพบว่าไม่มีตาดำทั้ง 2 ข้าง ดังนั้นผู้ที่ซื้อดารุมะไปจะไปเขียนตาดำที่ดวงตาข้างซ้ายของดารุมะแล้วอธิษฐานสิ่งที่ต้องการ เมื่อคำอธิษฐานเป็นจริงก็ให้กลับมาเขียนตาดำที่ดวงตาข้างที่เหลือเพื่อให้ดารุมะมีดวงตาครบถ้วนสมบูรณ์

จากวัดโชรินซัน ดารุมะจิ ลุยกันต่อที่ “เมืองคาวาโกเอะ (Kawagoe) ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดไซตามะ เดินชมย่านเมืองเก่าที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมโบราณสมัยเอโดะ โดยหนึ่งแลนด์มาร์กที่สำคัญของย่านเมืองเก่าแห่งนี้คือ “โทคิโนะคาเนะ (Toki-no-Kane) หรือหอระฆังที่ใช้บอกเวลาในสมัยเอโดะ
เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองคาวาโกเอะเลยก็ได้ โดยจากข้อมูล ระฆังจะตี 4 ครั้งต่อวัน ในช่วงเวลา 06.00 น., 12.00 น., 15.00 น. และ 18.00 น.
โทคิโนะคาเนะแห่งนี้ทำหน้าที่บอกเวลามายาวนานกว่า 350 ปีแล้ว
ถึงเวลาคณะนั่งตีรถกลับเข้าโตเกียว เมืองหลวงสำคัญของญี่ปุ่น จุดมุ่งหมายต้นๆ ที่คนไทยอยากมาสัมผัสสักครั้ง

การมาเยือนโตเกียวในครั้งนี้ มีโอกาสได้เยี่ยมชมแลนด์มาร์กสำคัญ 2 แห่ง โดยจุด มุ่งหมายแรกที่ได้ไปเยือนคือ “โตเกียว สกายทรี” (TOKYO SKYTREE)
สำหรับโตเกียวสกายทรี เป็นที่รู้จักของ นักท่องเที่ยวแทบจะทั่วโลก หอคอยสูงตระหง่านใจกลางเมืองโตเกียวแห่งนี้ มีความสูงถึง 634 เมตร เรียกว่าแทบจะแตะปลาย ขอบฟ้ากันเลยทีเดียว

คณะได้พากันขึ้นลิฟต์ ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ก็ถึงจุดชมวิวชั้นสูงเหนือพื้น 350 เมตร ชั้นนี้มีลักษณะทางเดินวนราบ สามารถมองเห็นวิวเมืองโตเกียวได้ 360 องศา ที่สำคัญเห็นไกลถึงยอดภูเขาฟูจิ ในวันฟ้าเปิดด้วย จากนั้นขึ้นลิฟต์ ต่อไปชั้น 450 เมตร สูงกันขึ้นมาอีกหน่อย วิวยิ่งสวยจับใจกว่าเดิม
จบจากโตเกียวสกายทรี ไปต่อที่ teamLab Borderless พิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัล แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของโตเกียว หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัล ที่เราในฐานะผู้เข้าชมสามารถมีส่วนร่วมกับศิลปะภายในได้

ในทีมแล็บจะมีห้องจัดแสดงต่างๆ ในลักษณะห้องมืดทึบ แสดง แสง สี เสียง เปิดรับทุกโสตประสาท บางห้องเป็นกระจกมีลูกบอลสี สายไฟสลับสี สะท้อนกันสุดลูกหูลูกตา บางห้องเป็นลักษณะฟื้น นุ่มฟู ให้เข้าไปเกลือกกลิ้งกันสนุก มีการเดินขึ้นบันได ที่มีการปล่อยน้ำให้ไหลผ่านเท้า รวมทั้งห้องที่เต็มไปด้วยน้ำ และมีการยิงแสง สี ลงบนน้ำ เดินเพลิดเพลินจนลืมเวลา
ก่อนคณะกลับกรุงเทพฯ ได้แวะแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของโยโกฮามา คือ ‘Gundam factory yokohama’ สาวกกันดั้ม มีอันต้องร้องกรี๊ด เพราะที่นี่มีกันดั้มยักษ์เดิน มีความยิ่งใหญ่ อลังการ สูงกว่า 18 เมตรได้ และขยับได้ขนาดจริงตามการ์ตูนเป๊ะ ผสมผสานกับเสียงแล้วขอบอกเลยว่าฟิน โดยรอบการแสดงจะโชว์ทุก 30 นาที ใครจะไปต้องดูเวลาให้ดี รอกันเสียหน่อย จะได้ไม่เสียเที่ยว

ภาพรวมการเดินทางมาญี่ปุ่นครั้งนี้ ต้องบอกเลยว่าหายคิดถึง แม้ชาวญี่ปุ่นจะไม่วางใจสถานการณ์โควิด-19 อยู่บ้าง นักท่องเที่ยวไทยที่กำลังจะเดินทางมา ก็ต้องเตรียมข้อมูล และดูแลสุขภาพ รักษากฎระเบียบ ใส่หน้ากากกันอย่างเคร่งครัด
จะได้เที่ยวกันอย่างสนุกสนาน สบายใจ
พรเทพ อินพรหม