เสร็จสิ้นไปแล้วสำหรับงาน ‘ส้มสีทอง ประจำปี 2565’ ที่บริเวณ กาดนัดคลองถม อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน โดย นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิด งานนี้ทางสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ร่วมจัดกับสำนักงานเกษตรอ.ทุ่งช้าง และองค์กรส่วนท้องถิ่นอ.ทุ่งช้าง พร้อมนำ ‘ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารจากส้มสีทองน่านเพื่อส่งเสริมเอกลักษณ์ชุมชนและยกระดับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร จ.น่าน’ 7 ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแปรรูปส้มสีทองมาแสดงที่บูธ ซึ่งเป็นผลงานการวิจัยของ ผศ.ดร.สุภาวดี ศรีแย้ม คณะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนา น่าน และคณะ

ผศ.ดร.สุภาวดีให้ข้อมูลว่า ส้มสีทองน่านได้รับการขึ้นทะเบียน สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ด้วยลักษณะเด่นที่แตกต่างจากส้มเขียวหวานทั่วไป เกิดจากสภาพภูมิอากาศส่งผลทำให้แคโรทีนอยด์พิกเมนต์ในเปลือกส้มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีทองเป็นเอกลักษณ์ของส้มสีทองน่าน มีรสหวาน เนื้อส้มแน่น ฉ่ำน้ำส้ม หอมอร่อยกว่าพันธุ์ดั้งเดิม ส้มสีทองจะออกผลผลิตในช่วงเดือนธ.ค.ของทุกปี เกษตรกรได้นำผลผลิต ไปจำหน่ายในงานเทศกาลของจังหวัด เช่น งานฤดูหนาวประจำปี งานเทศกาลส้มสีทอง โดยงานวิจัยการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารจากส้มสีทองน่านฯ มีการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงอาหาร สวนเกษตรส้มสีทองและผลิตภัณฑ์แปรรูป จ.น่าน

ผสมผสานการท่องเที่ยวเฉพาะทางกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ร่วมกับการท่องเที่ยวเชิงอาหาร เพื่อให้นักท่องเที่ยวทราบถึงเรื่องราวของส้มสีทองน่าน การเรียนรู้วิถีชุมชนการปลูกส้ม การสร้างรูปแบบอาหารเอกลักษณ์ของชุมชน โดยวิสาหกิจชุมชนกลุ่มการผลิตไม้ผลเพื่อการตลาดบ้านวังผา สู่การพัฒนา 3 ผลิตภัณฑ์จากส้มสีทอง ได้แก่ วุ้นสวรรค์ส้มสีทอง ชาแยมสีทอง และเครื่องดื่มน้ำส้มสีทองผสมเกล็ดส้ม ซึ่งบริษัท โกลเด้น พีค โฮมฟูด จำกัด เป็นผู้รับรองการผลิตเชิงพาณิชย์ 4 ผลิตภัณฑ์ มีกาแฟส้มลาเต้ (แบบผงชงดื่ม) ผลิตภัณฑ์ส้มลอยแก้ว และพุดดิ้งส้มสีทอง

ในโครงการวิจัยของผศ.ดร.สุภาวดี ได้ร่วมกับกลุ่มส้มแปลงใหญ่ของอ.ทุ่งช้าง ที่มีสมาชิกส่วนหนึ่งปลูกส้มอินทรีย์ หนึ่งในนั้นคือ ‘สวนส้มห่มรัก’ อยู่บ้านวังผา ต.และ อ.ทุ่งช้าง ซึ่งเปิดให้เป็นแหล่ง ท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้วย

‘คุณหนิม ตันชูชีพ’ เจ้าของไร่ส้มห่มรัก เล่าว่า มีเนื้อที่ปลูกส้มสีทองอินทรีย์ 2 ไร่ และเข้ากลุ่มแปลงใหญ่ ก่อนหน้านี้เคยทำเคมีมาก่อน ที่เปลี่ยนเพราะราคาส้มตกต่ำ เหลือแค่ก.ก.ละ 5-10 บาท เบอร์ใหญ่สุด ก.ก. 15 บาท พอรับไม่ไหวเลยหันคุยกับกลุ่มว่ามาตั้งกลุ่มอินทรีย์กันไหม เพราะทางเกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัดช่วยส่งเสริมอยู่แล้ว ตอนเริ่มทำก็ล้มลุกคลุกคลานกันมาช่วงหนึ่ง ก่อนจะมาถึงจุดนี้ได้ โดยเริ่มปลูกแบบอินทรีย์ปี 2562 ปีนี้เป็นปีที่ 4 ที่ทำเต็มตัว

สาเหตุที่หันมาปลูกแบบอินทรีย์เพราะห่วงเรื่องสุขภาพ เนื่องจากอายุ 50 กว่าแล้ว อีกอย่างผู้คนตอนนี้ก็ห่วงเรื่องสุขภาพกันหมด ในส่วนผลผลิตจากที่สวนเคยได้เยอะ ประมาณ 8,000 ก.ก.ต่อปี พอมาทำอินทรีย์ปีแรกลดลงเกือบครึ่ง เหลือ 5,000 ก.ก. เกือบท้อ แต่ลองสู้ต่อ ขณะที่ทางเกษตรอำเภอและเกษตรจังหวัด และมทร.ล้านนา น่าน เข้ามาช่วยเรื่องการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ น้ำหมักกำจัดแมลง หัวเชื้อที่ให้มาทางกลุ่มก็หาวัตถุดิบพื้นบ้านมาทำเอง พอเข้าปี 2563 ชื่นใจขึ้นมาหน่อย ผลผลิตขึ้นมาเป็น 6,000 ก.ก. ปีนี้ยังไม่ทราบจำนวนผลผลิตแน่นอน แต่ดูแล้วดกมาก เหมือนพืชสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองได้แล้ว

เจ้าของสวนส้มห่มรักอธิบายถึงการปลูกส้มอินทรีย์ว่า ปีแรกต้องขยันหน่อย วัตถุดิบที่มาทำปุ๋ยหมักต้องปลูกเอง ซื้อจากท้องตลาดไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าฉีดพ่น สารเคมีหรือเปล่า เป็นพวกฟักทอง กล้วย หอยเชอรี่ นำมาหมักรวมกัน และได้หัวเชื้อจากทางเกษตรนำมาให้ ช่วงแมลงลงจะมีหัวเชื้อฆ่าแมลงให้ โดยเฉพาะระยะใกล้เก็บเกี่ยว พอส้มเริ่มสุกและมีกลิ่นหอมช่วงก.ย.-ต.ค. แมลง เริ่มรู้ ต้องใช้น้ำหมักฉีดพ่น เพื่อไปฆ่าไข่ก่อน บางตัวที่เล็ดลอดออกมาก็มีสารล่อแมลงวันใส่ไว้ในขวด ทางกลุ่มช่วยกันหมักแล้วแบ่งใช้ จึงลดต้นทุนไปได้เยอะ

พอส้มเริ่มสุกและมีกลิ่นหอม แมลงจะเริ่มรู้ช่วงก.ย.-ต.ค. ช่วงที่ส้มเริ่มสุกและเปลี่ยนสี แมลงจะรู้ ต้องใช้น้ำหมักฉีดพ่น เพื่อไปฆ่าไข่ก่อน บางตัวที่เล็ดลอดออกมา ก็มีสารล่อแมลงวันใส่ไว้ในขวด

สำหรับข้อเสียของการปลูกแบบอินทรีย์ คือ สีส้มจะไม่สวย ผิวจะลาย คล้ำ เหมือนน้ำหมัก แต่คนผู้บริโภค นักท่องเที่ยวเริ่มรู้ว่าเพราะห่วงสุขภาพเหมือนกัน ตอนแรกทุกคนเข้ามาไม่กล้าลงสวน เพราะส้มไม่สวยเลย ทั้งบอกทำไมขายแพงจังเลย ข้างนอกสีสวยลูกใหญ่ ขายถูก พอมากินมาชิมต่างชอบ ซึ่งทางสวนมีใบรับประกันการเข้ากลุ่มว่าผ่านการตรวจสารพิษ อีกทั้งหลังเปิดเป็นสวนต้อนรับนักท่องเที่ยว จากเคยขายก.ก.ละ 20 บาท มาขายก.ก.ละ 40 บาท ลูกเล็กหรือลูกใหญ่ขาย 40 บาท คละกันไป แล้วแต่นักท่องเที่ยวจะเก็บ แล้วแต่คนชอบ ทางสวนเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเก็บตั้งแต่เดือนธ.ค.ไปจนส้มหมดสวนประมาณเดือนม.ค.

“สวนส้มห่มรักเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว ตั้งแต่ปี 2562 ตั้งแต่ส้มเริ่มติดผล และปีนี้เป็นปีที่ 4 แล้ว นักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะ เรามีเพจด้วย ชื่อ สวนส้มห่มรัก มีคนติดตามเยอะมาก และขายออนไลน์ด้วย ถ้าสั่ง 4-5 ก.ก. คิดค่ากล่อง 30 บาท ถ้ากรุงเทพฯ ค่าส่ง 97 บาท ต่างจังหวัดคิดค่าส่งแตกต่างกันไป ขายออนไลน์ดีมาก มีส้มส่งของทุกวัน กล่องส้มก็ทำเป็นลิขสิทธิ์ของสวนเอง”

นอกจากสวนส้มห่มรักขายในสวนแล้ว บางส่วนขายในนามกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านวังผา ส่งขายที่ห้างท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และเอสแอนด์พี ซึ่งยังมีผลผลิตไม่พอกับความต้องการของตลาด

‘สวนส้มห่มรัก’ นับเป็นสวนส้มอินทรีย์อีกแห่งที่เป็นแบบอย่าง ทำให้เห็นชัดเจนว่าการรวมกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์นั้น มีตลาดรองรับแน่นอน

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน