บทบาทของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ในการเปิดโปง “ธุรกิจสีเทา” เป็นปมร้อนในทางสังคม
เป็นปมร้อนไม่เพียงเพราะว่า “ธุรกิจสีเทา” ที่มี “ตู้ห่าว” เป็นตัวละครสำคัญนั้นมากด้วยความละเอียดอ่อนและมากด้วยความอ่อนไหวในทาง การเมือง
เนื่องจากมาจาก “จีน” และมากด้วย “เครือข่าย”
เช่นนี้เองเมื่อ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกโรงเปิดโปงอย่างต่อเนื่องจึงก่อให้เกิดคำถามว่ารับงานของใคร และมีเป้าหมายอย่างไรในทางธุรกิจ ในทาง การเมือง
“เครือข่าย” นั้นแหละทำให้กลายเป็น “ปมร้อน”
มองเผินๆ เหมือนกับวางเป้าจะเล่นงาน “อดีตรัฐมนตรี” ที่มากด้วยสายสัมพันธ์
ยิ่งมีบางตัวละครออกมาปกป้องทั้งต่อบรรดา หัวขบวน “ธุรกิจสีเทา” และพยายามเป็นโจทก์ ในการเล่นงานกลับ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

ก็ยิ่งทำให้เรื่องมากไปด้วยสีสันยิ่งขึ้น
กลายเป็นจาก “ตู้ห่าว” ก็ไม่เพียงแต่จะเปิดโปง “อดีตรัฐมนตรี” เปิดโปงนายตำรวจที่เคยเป็นคนของบางพรรคการเมือง หากแต่ยังย้อนกลับไปยังพรรคพลังประชารัฐ
บทบาทของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ จึงยิ่งได้รับ การจับตา
ต้องยอมรับว่าบทบาทของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ใน “ธุรกิจสีเทา” เป็นเรื่องซับซ้อน
ซับซ้อนเพราะมิได้มีรากฐานมาจากคนซึ่งคร่ำหวอด อยู่ใน “ธุรกิจสีเทา” หากแต่ยังได้รับผลกระทบ ต่อการเข้ามาของธุรกิจชาวจีนจากแผ่นดินใหญ่
สะท้อนให้เห็นจุดเปราะบางของ “ผลประโยชน์”
นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ จึงเล่นทั้งบทบาทของ “นักธุรกิจ” ผู้หวังดี และชี้ให้เห็นการรุกคืบของทุน ต่างชาติ และสายสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เล่นทั้งบทบาท “สื่อสอบสวน” และ “นักการเมือง” จอมขุดคุ้ย
ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าถึงที่สุดแล้วกรณี “ธุรกิจสีเทา” นี้จะจบลงอย่างไร
เนื่องจากเรื่องนี้มิได้อยู่ในมือของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เท่านั้น หากแต่ยังเป็นเผือกร้อนที่สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติจะต้องเข้าไปแบกรับ สะสาง
เป็นประเด็นร้อนก่อน “การเลือกตั้งใหญ่” จะมาเยือน