สังคมทุกวันนี้อาจเข้าใกล้ยุค ‘มิคสัญญี’ ที่ผู้คนเอาแต่รบราฆ่าฟันกันเข้าไปทุกที
เหตุฆาตกรรมเกิดขึ้นทุกหัวระแหงไม่เว้นแต่ละวัน อายุอานามเหล่าอาชญากรก็ลดน้อยถอยลง
ล่าสุดหนุ่มน้อยวัยแตกพานก็แสดงพฤติกรรมเหี้ยม ร่วมแก๊งรุ่นพี่รุมฆ่าเพื่อน ร่วมก๊วนเหล้า-ยาบ้า ฝังดินอำพราง
แต่สุดท้ายก็ไม่รอดถูกตำรวจตามจับยกชุดในไม่กี่วัน
เพราะเท้าของศพโผล่ขึ้นจากหลุมมาฟ้องโลกทวงถามความยุติธรรม

ชาวบ้านมุงดูจนท.ชันสูตรพลิกศพ
เที่ยงวันที่ 12 ธ.ค. ชาวนารายหนึ่งแตกตื่นแจ้งขึ้นโรงพักบัวใหญ่ จ.นครราชสีมา แจ้งความตำรวจว่าพบศพถูกฝังอยู่กลางทุ่งนา บ้านหนองยาว ต.หนองบัวสะอาด เขตติดต่อ ต.โคกกระเบื้อง อ.บ้านเหลื่อม
พ.ต.อ.รัชพล ส่องแสง ผกก.สภ.บัวใหญ่ รีบนำกำลังรุดไปตรวจสอบ พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน เจ้าหน้าที่พฐ. แพทย์ ร.พ.บัวใหญ่
ที่เกิดเหตุอยู่ริมคันดินใต้ต้นไม้ในทุ่งนา ใกล้กระท่อมหลังหนึ่ง พบร้องเท้าสีแดงโผล่ขึ้นมาจากหลุมดินถูกฝังกลบไม่นาน
เมื่อขุดลงไปพบศพผู้ชายสภาพบวมขึ้นอืด สวมรองเท้าสีแดง นุ่งกางเกงยีนส์ สวมเสื้อลายสกอตแขนยาว

เท้าศพโผล่ฟ้องทวงความยุติธรรม
พบบาดแผลถูกทำร้ายตามร่างกายหลายแห่ง ศีรษะถูกตีด้วยของแข็ง หน้าถูกแทงเละ และพบบาดแผลถูกยิงด้วยกระสุนปืนไม่ทราบขนาดเข้าลำตัว 1 นัด เสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 20 ชั่วโมง จึงมอบศพให้แพทย์ ร.พ.บัวใหญ่ ผ่าชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง
ส่วนกระท่อมใกล้จุดพบศพ มีขวดเหล้าขาวอีก 2 ขวดตกอยู่ และด้ามปืนผาที่ใช้ยิงหนูแตกหักตกอยู่กลางทุ่งนา
เมื่อสำรวจพื้นที่โดยรอบทุ่งนา พบกระเป๋าถูกฝังดินห่างจากจุดที่พบศพ 100 เมตร ใกล้กันมีขวดเหล้าและมีดขอตกอยู่ห่างออกไปอีก 100 เมตร
เจ้าหน้าที่กระจายกำลังออกสืบหาเบาะแสผู้ตายที่คาดว่าเป็นคนในพื้นที่ กระทั่งได้รับการยืนยันจากญาติว่าผู้เสียชีวิตคือนายวิราช สงนอก อายุ 39 ปี ชาวบ้านหนองปรือพัฒนา ม.16 ต.โคกกระเบื้อง อ.บ้านเหลื่อม ที่ออกจากบ้านไปหาหนูนาแล้วหายตัวไปไร้ร่องรอยเมื่อ 3 วันก่อน
เมื่อสามารถระบุตัวผู้เสียชีวิตได้ ทิศทางการสืบสวนของตำรวจก็แคบขึ้น
เบื้องต้นสันนิษฐานว่านายวิราชอาจนัดมาหาหนูนาพร้อมเพื่อนอีก 3-4 คน ก่อนตั้งวงก๊งสุราด้วยกัน แต่เกิดมีปากเสียงทะเลาะวิวาทกันขึ้น
สุดท้ายถูกรุมทำร้ายจนตายคาที่ ก่อนกลุ่มผู้ก่อเหตุจะนำร่างไปฝังอำพรางคดีแล้วพากันหลบหนีไป
ตํารวจบัวใหญ่ใช้เวลาไม่ทันข้ามวันก็กวาดจับแก๊งฆาตกรได้ครบในช่วงกลางดึกวันเดียวกัน ประกอบด้วยนายสุเทพ หรือเทพ จันทร์น้อย อายุ 25 ปี, นายธีรภัทร หรือนนท์ เศษภักดี อายุ 22 ปี
ส่วนรายสุดท้ายเยาวชนชายอายุเพียง 15 ปีเท่านั้น ที่หลังก่อเหตุได้หนีไปอยู่บ้านญาติในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตามกดดันอย่างหนักจนต้องให้ญาติติดต่อขอเข้ามอบตัวในที่สุด
ผลสอบปากคำทั้งหมดรับสารภาพว่า เหตุเกิดเมื่อกลางดึกคืนวันที่ 9 ธ.ค. ตั้งวงดื่มสุราร่วมกับผู้ตายในกระท่อมใกล้กับจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำสำหรับเรียกเลือดลมก่อนออกไปยิงหนูนาด้วยกัน

นายวิราช สงนอก ผู้เสียชีวิต
ระหว่างนั่งดื่มสุราผู้ก่อเหตุทั้ง 3 คนสอบถามถึงเงินที่ให้นายวิราชไปซื้อยาบ้ามาร่วมกันเสพเป็นเงิน 1,700 บาท แต่กลับซื้อมาแค่เพียง 400 บาท
ส่วนเงินที่เหลือนายวิราชอ้างว่าเอาไปใช้จ่ายหมดแล้ว ทำให้เกิดการโต้เถียงกันขึ้น ด้วยความโมโห ทั้ง 3 คนช่วยกันรุมทำร้ายใช้ไม้ทุบตีนายวิราช
ก่อนที่นายสุเทพจะชักอาวุธปืนปากกาที่พกมาด้วยยิงใส่ลำตัว นายวิราช 1 นัด ขณะที่นายธีรภัทรใช้มีดปลายแหลมจ้วงแทงไม่ยั้งถึง 8 แผล
ทั้งหมดอ้างว่า หลังเหตุชุลมุนสงบลง พร้อมร่างเพื่อนรักร่วมก๊วนที่นอนนิ่งสิ้นลมหายใจจมกองเลือดอยู่ตรงหน้า ต่างตกใจกับเรื่องที่กระทำลงไป
แต่จะหนีไปเฉยๆ ก็เกรงว่าจะมีคนมาพบศพจนถูกตำรวจจับ จึงช่วยกันลากศพไปฝังแล้วแยกย้ายกันหลบหนีไป
โดยไม่ได้สังเกตว่าเท้าศพยังโผล่ออกมาทวงหาความยุติธรรม จนหมดอิสรภาพยกแก๊งในเวลาไม่กี่วัน
ส่วนปืนที่ใช้ก่อเหตุนายสุเทพนำไปโยนทิ้งในสระน้ำ พื้นที่หมู่บ้านกระพี้ ต.หนองบัวสะอาด ห่างออกไปจากจุดเกิดเหตุ 3 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่จึงคุมตัวไปชี้จุดให้นักประดาน้ำงมหาจนเจอหลักฐานชิ้นสำคัญของคดีในช่วงเช้าวันที่ 13 ธ.ค.

ย้อนนาทีสังหาร
ก่อนคุมตัวนายสุเทพและนายธีรภัทรไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่จุดเกิดเหตุในตอนบ่าย ยกเว้นโจ๋ 15 ที่ยังเป็นเยาวชน
ท่ามกลางเสียงสาปแช่งของชาวบ้านที่ไปมุงดู เนื่องด้วยนายสุเทพมือยิงกับนายวิราชผู้ตายเกี่ยวข้องดองเป็นญาติ และคบหากินเที่ยวสนิทสนมกันมาก
แต่กลับมาฆ่าแกงกันเอง เพียงเพราะเงินแค่ไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น
เกษม ชนาธินาถ
ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ
เรื่อง/ภาพ