ยังคงเป็นสถานการณ์การเมืองที่เข้าสู่โหมดเลือกตั้ง หลังอายุสภาใกล้ครบวาระ
ขณะที่ส.ส.หลายคนพากันลาออกเพื่อซบพรรคใหม่ หลั่งไหลไปตามกระแสและกระสุน ที่แต่ละพรรคพร้อมเทหน้าตัก ให้เป็นทุนรอนทางการเมืองสำหรับจัดตั้งรัฐบาล
ที่น่าสนใจที่สุดก็คือผลของการเลือกตั้งจะเป็นตัวชี้หรือไม่ว่าใครจะได้ตั้งรัฐบาล
เนื่องจากยังมีเงื่อนไขสำคัญที่เป็นตัวแปร นั่นก็คือการโหวตเลือก นายกฯ ได้ของ 250 ส.ว.ที่ได้รับแต่งตั้งจากคสช.
ซึ่งในการโหวตเลือกนายกฯ เมื่อ ปี 2562 ส.ว.ทุกคนก็ทำหน้าที่ได้อย่างหมดจด หลายคนที่ไม่ค่อยได้มาร่วมประชุม ก็โผล่หน้าโผล่ตา แสดงออกอย่างพร้อมเพรียง เลือกพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ
สร้างบรรทัดฐานใหม่ ปฏิเสธมารยาททางการเมือง ทำให้เห็นว่าแม้ไม่ได้เป็นพรรคที่ชนะได้คะแนนเสียงมากที่สุด ก็ยังสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่ส.ว.จะมีโอกาสสุดท้ายในการร่วมโหวตนายกฯ ตามบทเฉพาะกาล
จึงถูกมองว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ที่พรรคได้เสียงส.ส.มากที่สุด จะไม่ได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล
ถือเป็นการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง หรือฉันทามติของประชาชนหรือไม่
เพราะหากย้อนกลับไปดูสถานการณ์การเมืองในช่วงปี 2562-2563 ที่เกิดม็อบชุมนุมต่อต้านรัฐบาล พร้อมบานปลายกลายเป็นข้อเรียกร้องต่างๆ นานา จุดเริ่มส่วนหนึ่งก็มาจากการไม่ฟังเสียงประชาชนไม่ใช่เหรอ
แม้ว่าสถานการณ์จะเงียบลง ด้วยคดีความมากมายที่คนเห็นต่างจากรัฐถูกดำเนินคดี แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความคิดหรือความรู้สึกต่างๆ ลดน้อยลง
และน่ากังวลว่าหากเกิดกระบวนการซ้ำเดิม พรรคที่ไม่ได้รับฉันทามติ หรือเสียงข้างมากจากประชาชน หมดโอกาสตั้งรัฐบาล หรือถูกกำลังภายในกระทำอย่างที่เคยเป็นมา
ความกดดันเหล่านี้จะปะทุกลายเป็นความรุนแรงที่ยากจะระงับยับยั้งได้
250 ส.ว.ที่ผ่านเหตุการณ์ทั้งหมดมา จึงควรยุติการสร้างเงื่อนไขด้วยการร่วมโหวตนายกฯ
ไม่เช่นนั้นก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า 250 ส.ว.นี่แหละจะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ประเทศมาถึงทางตัน
ไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม!!!!
รุก กลางกระดาน