คืนนี้มีศึกคาราบาว คัพ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย เตะกันคู่เดียว แต่ก็เป็นศึกบิ๊กแมตช์ เมื่อยอดทีมอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องปะทะกับแชมป์เก่าอย่างลิเวอร์พูล ทีมไหนจะคว้าชัยผ่านเข้าสู่รอบต่อไป ต้องมาลุ้นกัน

วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม 2565

คาราบาว คัพ อังกฤษ รอบ 16 ทีมสุดท้าย

แมนเชสเตอร์ ซิตี้-ลิเวอร์พูล ทีมจากพรีเมียร์ลีกเจอกันเอง “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดสนามเอติฮัด สเตเดียม รับการมาเยือนของแชมป์เก่า “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล

ก่อนหน้านี้ทั้งคู่ต่างเริ่มต้นจากรอบสาม แมนฯ ซิตี้ชนะเชลซี 2-0 ได้ประตูจากริยาด มาห์เรซ, ฮูเลียน อัลบาเรซ ส่วนลิเวอร์พูลเสมอดาร์บี เคาน์ตี 0-0 (ชนะจุดโทษ 3-2)

สถานการณ์ในลีกล่าสุด ทั้งคู่เตะไปแล้ว 14 นัดเท่ากัน แมนฯ ซิตี้ชนะ 10 เสมอ 2 แพ้ 2 เก็บไป 32 คะแนน ยึดรองจ่าฝูง ส่วนลิเวอร์พูลชนะ 6 เสมอ 4 แพ้ 4 มีอยู่ 22 คะแนน ยึดอันดับ 6

สำรวจฟอร์มเกมทางการ 5 นัดหลังสุด แมนฯ ซิตี้ชนะเลสเตอร์ ซิตี้ 1-0 (พรีเมียร์ลีก-เยือน), ชนะเซบีญา 3-1 (ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก-เหย้า), ชนะฟูแลม 2-1 (พรีเมียร์ลีก-เหย้า), ชนะเชลซี 2-0 (คาราบาว คัพ-เหย้า), แพ้เบรนต์ฟอร์ด 1-2 (พรีเมียร์ลีก-เหย้า)

ด้านลิเวอร์พูลแพ้ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-2 (พรีเมียร์ลีก-เหย้า), ชนะนาโปลี 2-0 (ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก-เหย้า), ชนะท็อตแนม ฮอตสเปอร์ 2-1 (พรีเมียร์ลีก-เยือน), เสมอดาร์บี เคาน์ตี 0-0, ชนะจุดโทษ 3-2 (คาราบาว คัพ-เหย้า), ชนะเซาธ์แฮมป์ตัน 3-1 (พรีเมียร์ลีก-เหย้า)

คู่นี้เคยเจอกันมาทั้งหมด 222 ครั้งรวมทุกรายการ แมนฯ ซิตี้ชนะ 58 นัด เสมอกัน 56 นัด ลิเวอร์พูลชนะ 108 นัด ล่าสุดพบกันในเกมพรีเมียร์ลีกเมื่อเดือนตุลาคม ลิเวอร์พูล เปิดบ้านชนะ 1-0

ผลงานในถ้วยนี้ แมนฯ ซิตี้ได้แชมป์ไป 8 สมัยฤดูกาล 1969-70, 1975-76, 2013-14, 2015-16, 2017-18, 2018-19, 2019-20, 2020-21 ส่วนลิเวอร์พูลได้แชมป์ 9 สมัยในฤดูกาล 1980-81, 1981-82, 1982-83, 1983-84, 1994-95, 2000-01, 2002-03, 2011-12, 2021-22

ความพร้อมนัดนี้ แมนฯ ซิตี้ไม่มีฮูเลียน อัลบาเรซ (ภารกิจทีมชาติ) และต้องเช็กความฟิต ไคล์ วอล์กเกอร์, จอห์น สโตนส์, ฟิล โฟเดน, แจ๊ก กรีลิช, รูเบน ดิอาส, เชา คันเซโล, แบร์นาร์โด ซิลวา, นาธาน อาเก, เอแดร์ซอน โมไรส์

ส่วนลิเวอร์พูลขาด อาร์ตูร์, ดิโอโก โชตา, หลุยส์ ดิอาซ (บาดเจ็บ) อิบราฮิโม โคนาเต (ภารกิจทีมชาติ) และต้องเช็กความฟิต เฟอร์จิล ฟาน ไดก์, อลิสซอน เบ็กเกอร์, ฟาบินโญ, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน

คาดว่าแมนฯ ซิตี้คงวางหมาก 4-3-3 สเตฟาน ออร์เตกา : ริโก ลูอิส, เชีย ชาร์ลส์, อายเมอริก ลาปอร์กต์, เซร์คิโอ โกเมซ : เควิน เดอ บรอยน์, คัลวิน ฟิลลิปส์, อิลคาย กุนโดกัน : ริยาด มาห์เรซ, เออร์ลิง เบราต์ ฮาลันด์, โคล พาลเมอร์

ขณะที่ลิเวอร์พูลน่าจะใช้แผน (4-3-3) ควิวิน เคลเลเฮอร์ : เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โฌเอล มาติป, โจ โกเมซ, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน : สเตฟาน บายเชติช, ติอาโก อัลคันตารา, ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์, อเล็กซ์ ออกซ์เลด-แชมเบอร์เลน, โรแบร์โต ฟีร์มิโน, โมฮาเหม็ด ซาลาห์

สภาพทีมของคู่นี้ต่างไม่ลงตัวเพราะเพิ่งผ่านช่วงเบรกฟุตบอลโลกมา แต่เทียบกันแล้วลิเวอร์พูลยังได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อยกว่า ทีมเยือนดีพอจะบุกชนะได้

นักเตะที่น่าจับตาประจำเกมนี้

แมนฯ ซิตี้ : เออร์ลิง เบราต์ ฮาลันด์ กองหน้าทีมชาตินอร์เวย์ ฤดูกาลนี้ลงสนามให้ต้นสังกัดไปแล้วรวม ทุกรายการ 18 นัด ยิงได้ 23 ประตู แต่ยังไม่ได้โอกาสลงเล่นในคาราบาว คัพ แมตช์นี้น่าจะได้ลงตัวจริงเพื่อเรียกความฟิตก่อนเตะเกมลีกต่อไป

ฮาลันด์วัย 22 ปี ย้ายจากโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ แห่งลีกเยอรมนี มาอยู่แมนฯ ซิตี้ในฤดูกาลนี้ ซึ่งเจ้าตัวก็กลายเป็นกำลังสำคัญของต้นสังกัด อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ แข้งรายนี้ยังติดทีมชาติชุดใหญ่ไปแล้ว 23 นัด ยิงได้ 21 ประตู

ลิเวอร์พูล : โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กองหน้าทีมชาติอียิปต์ ฤดูกาลนี้ ลงสนามให้ต้นสังกัดไปแล้วรวมทุกรายการ 21 นัด ยิงได้ 14 ประตู แต่ยังไม่ได้โอกาสลงเล่นในคาราบาว คัพ แมตช์นี้น่าจะได้ลงตัวจริง เพื่อเรียกความฟิตก่อนเตะเกมลีกต่อไป

ซาลาห์วัย 30 ปี ย้ายจากโรมา แห่งลีกอิตาลี มาอยู่ลิเวอร์พูลตั้งแต่ ปี 2017 และเป็นกำลังสำคัญในแนวรุกนำ “หงส์แดง” กวาดความสำเร็จมากมาย ส่วนผลงานทีมชาตินั้นติดธงไป 87 นัด ยิงได้ 49 ประตู

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน