มาถึงบทสรุปของกรณีแอชตันอโศกที่เกิดปัญหาทางข้อกฎหมาย กระทบต่อธุรกิจและชีวิตของผู้คนที่เข้าอาศัยหรือซื้อโครงการไปแล้ว เรื่องนี้จะเป็นกรณีศึกษาไปอีกนาน และเป็นตัวอย่างของการก่อสร้างอาคารสูงอาคารขนาดใหญ่พิเศษก็คือ

1.เพราะความไม่รวบรัดชัดเจนของความหมายของถ้อยคำในกฎหมายควบคุมอาคาร โดยเฉพาะกฎกระทรวงควบคุมอาคาร ทำให้ความเข้าใจในจุดมุ่งหมายของการควบคุมอาคารคลาดเคลื่อน ดังข้อเท็จจริงที่ศาลยกความหมายของคำว่า ที่ดินที่ใช้เป็นที่ตั้งของอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษที่จะต้องมีด้านหนึ่งด้านใดของที่ดินยาวไม่น้อยกว่า 12.00 เมตร นั้น จะต้องเป็นที่ดินที่อยู่ในกรรมสิทธิ์ครอบครองของเจ้าของหรือผู้ขอรับอนุญาตก่อสร้างนั้นเท่านั้น

กรณีของข้อสงสัยดังกล่าว เจ้าของโครงการได้ทำหนังสือหารือความถูกต้องต่อกรมโยธาธิการและผังเมืองในฐานะเป็นผู้ยกร่างกฎกระทรวงควบคุมอาคารฉบับต่างๆ ว่าจะใช้ที่ดินที่อยู่ในการ ครอบครองหรือเอกสารสิทธิของผู้อื่นได้หรือไม่

2.ข้อสังเกตสำคัญก็คือ การทำหนังสือหารือของโครงการนี้ต่อกรมโยธาธิการและผังเมืองนั้นไม่มีผลทางกฎหมายเพราะศาลตีความว่า การตอบข้อหารือของกรมโยธาธิการเป็นเพียงการให้คำปรึกษาเท่านั้น (ความเห็นส่วนตัวคือ โครงการนี้ถามข้อหารือนี้ไปยังเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร 2522 มาตรา 13 ตรีที่มีถ้อยคำว่า ในกรณีที่ผู้หารือ………ได้ดำเนินการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือ……. โดยปฏิบัติตามคำตอบข้อหารือของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ถ้าปรากฏว่าเจ้าพนักงาน ท้องถิ่นตอบข้อหารือนั้นไปโดยผิดพลาด อันเป็นเหตุให้ผู้หารือได้ดำเนินการไปโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงหรือข้อบัญญัติท้องถิ่นที่ออกตามพ.ร.บ.นี้หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ)

3.นอกจากศาลจะพิจารณาว่า การตอบข้อหารือของกรมโยธาธิการ และผังเมืองในเรื่องนี้เป็นเพียงการให้คำปรึกษาเท่านั้น ไม่มีผลทางกฎหมายต่ออาคารนี้แต่อย่างใดแล้ว ศาลปกครองได้ให้คำพิจารณาเพิ่มเติมในเรื่องของการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก เป็นอุปสรรค ข้อขัดข้อง ทั้งจากข้อมูลทางวิชาการและข้อกำหนด กฎเกณฑ์ กฎหมายอีกหลายประการนั้นเป็นเพียงเพื่อให้ใช้การพิจารณาออกใบอนุญาตก่อสร้างเท่านั้น (ดูเหมือนว่าก็ไม่มีผลทางกฎหมายเช่นเดียวกัน) กับการตอบข้อหารือของกรมโยธาธิการและผังเมือง

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังไม่จบ ที่ไม่จบเพราะศาลได้ให้ผู้ถูกฟ้องก็คือ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้อำนวยการเขต ไปหารือหาหนทางทำให้การก่อสร้างอาคารนี้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป (น่าจะหมายถึงการไปหาพื้นที่กว้าง 12 เมตร เพื่อใช้เป็นทางเชื่อมไปสู่ถนนสาธารณะคือถนนอโศกมนตรี)

ส่วนการหาทางออกเพื่อมิให้ผู้ครอบครองพื้นที่พักอาศัยในอาคารแอชตันอโศก จำนวนกว่าหกร้อยกว่าราย ซึ่งได้ครอบครองพื้นที่นี้โดยสุจริตนั้น

กรณีนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาต่อไป เพราะในอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ มีปัญหาเรื่องของความไม่ชัดเจนทางกฎหมายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเหมือนอีกหลายหลัง

นายช่าง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน