มั่นใจต่างชาติเที่ยว-ใช้จ่ายดันเศรษฐกิจคึกคัก
พาณิชย์เผยยอดตั้งธุรกิจใหม่ 11 เดือนทะลุ 7.2 หมื่นราย เติบโต 4.66% ด้วยทุนจดทะเบียนเพิ่ม 93% ต่างชาติลงทุน 1.12 แสนล้านบาท นำโดยญี่ปุ่น
นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถิติการจดทะเบียนธุรกิจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประจำเดือนพ.ย.2565 มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ 5,773 ราย เพิ่มขึ้น 2.32% เมื่อเทียบกับปีเดียวกันของปีก่อนทุนจดทะเบียน 20,069.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.7% สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 492 ราย คิดเป็น 9% ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 486 ราย คิดเป็น 8% และธุรกิจภัตตาคารร้านอาหาร 252 ราย คิดเป็น 4% ตามลำดับ
ส่วนธุรกิจเลิกกิจการ มี 2,684 ราย ลดลง 7.9% ทุนจดทะเบียนเลิก 9,417.60 ล้านบาท ลดลง 91.38% ธุรกิจที่เลิกกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 236 ราย คิดเป็น 9% ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 108 ราย คิดเป็น 4% และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 64 ราย คิดเป็น 2% ตามลำดับ
ช่วง 11 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ย.) มีธุรกิจตั้งใหม่ 72,480 ราย เพิ่มขึ้น 4.66% ทุนจดทะเบียน 408,613 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 93.19% เลิกกิจการ 16,096 ราย เพิ่มขึ้น 18.21% ทุนจดทะเบียนเลิก 104,978.64 ล้านบาท ลดลง 71.%
“เศรษฐกิจมีทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น จากการท่องเที่ยวในช่วงปลายปีที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น ประกอบกับการใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาล ที่ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจปรับตัวเพิ่มขึ้นประกอบกับข้อมูลการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ของนิติบุคคล 3 ปีย้อนหลัง (ปี 2562-2564) โดยแนวโน้มการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ จะมีจำนวนสูงในช่วงต้นปีและจะทยอยลดลงในช่วงปลายปี คาดการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ตลอดทั้งปี 2565 จะอยู่ในระดับที่สูงกว่า 76,000 รายแน่นอน”
นายทศพลกล่าวถึงการลงทุนประกอบธุรกิจในไทยภายใต้กฎหมายต่างด้าวเดือนในพ.ย.2565 ว่า มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจ 50 ราย แบ่งเป็น เม็ดเงินลงทุนรวม 6,029 ล้านบาท ส่งผลให้ช่วง 11 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ย.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจทั้งสิ้น 530 ราย เพิ่มขึ้น 6% เงินลงทุน 112,466 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน นักลงทุนต่างชาติที่เข้าลงทุนมากที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น รองลงมา ได้แก่ สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ