ลาทีปีเสือวิกฤตซ้อนวิกฤต
ทั้งโควิด-ราคาพลังงานพุ่งเซ่นสงคราม
กองทุนน้ำมันติดลบทุบสถิติ
นับเป็นปีแห่งวิกฤตซ้อนวิกฤตสำหรับปี 2565 วิกฤตโควิด-19 ยังไม่ทันจะคลี่คลาย ก็ต้องมาเผชิญกับวิกฤตราคาน้ำมันแพงซ้ำเติมเข้าไปอีก จากผลพวงของสงครามรัสเซีย-ยูเครน กดดันราคาน้ำมันตลาดโลกขึ้นไปเกือบ 150 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จนรัฐบาลไม่สามารถตรึงราคาดีเซลไม่เกินลิตรละ 30 บาทได้
1 พ.ค. ดีเซลปรับขึ้นทันที 2 บาท/ลิตร อยู่ที่ 31.94 บาท/ลิตร จาก 29.94 บาท/ลิตร ตามมติคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่เห็นชอบให้ขยายเพดานตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 35 บาท/ลิตร โดยทยอยปรับขึ้นครั้งละ 1 บาท/ลิตร ชนเพดานสูงสุดที่ 34.94 บาท/ลิตร ตั้งแต่ 14 มิ.ย.จนถึงปัจจุบัน

ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงใช้เงินเข้าไปอุดหนุนราคาดีเซลจนติดลบ 96,598 ล้านบาท สูงกว่าปี 2547-2548 ที่เคยติดลบสูงสุด 92,070 ล้านบาท และติดลบทุบสถิติเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 19 มิ.ย. เป็นต้นมา ล่าสุดติดลบถึง 129,426 ล้านบาท แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 87,237 ล้านบาท บัญชีก๊าซ หุงต้ม (แอลพีจี) ติดลบ 44,189 ล้านบาท
สุดท้ายต้องอาศัยพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ผ่อนผันให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) พ.ศ.2565 วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ให้กองทุนสามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินมาอุดหนุนดีเซลต่อไปได้
นับเป็นการสร้างประวัติศาสตร์การกู้หน้าใหม่ของกองทุนน้ำมันฯ

รถอีวีลดราคาสูงสุด 1.5 แสน
เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ในยุคน้ำมันแพง ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 15 ก.พ. 2565 เห็นชอบมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) หวังให้ประเทศไทยเป็น ดีทรอยต์แห่งเอเชีย ผ่านการส่งเสริมการใช้อีวี 3 ประเภท ได้แก่ รถยนต์ รถจักรยานยนต์และรถกระบะ
มาตรการเริ่มตั้งแต่ปี 2565-2568 ส่งเสริมให้เกิดการใช้รถยนต์แบตเตอรี่ไฟฟ้า 3 กลุ่ม คือ เงินอุดหนุนรถยนต์และรถกระบะคันละ 70,000-150,000 บาทต่อคัน และรถจักรยานยนต์ 18,000 บาทต่อคัน ลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์จาก 8% เป็น 2% และรถกระบะเป็น 0% ลดอากรขาเข้ารถยนต์ที่ผลิตต่างประเทศและนำเข้าทั้งคัน สูงสุด 40% สำหรับรถยนต์ถึงปี 2566 ยกเว้นอากรขาเข้ารถยนต์ที่ผลิตในประเทศ (CKD) จำนวน 9 รายการ โดย ครม. อนุมัติวงเงินระยะแรก 3 พันล้านบาท เพื่อใช้อุดหนุนรถยนต์อีวีที่เข้าร่วมโครงการ
ส่วนค่ายรถยนต์ที่จะเข้าร่วมโครงการต้องลงนามข้อตกลงกับกรมสรรพสามิต ล่าสุดเข้าร่วมโครงการแล้ว 12 ราย แบ่งเป็น ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและผู้นำเข้ารถยนต์ 9 ราย และรถจักรยานยนต์ 3 ราย
ประเมินกันว่าตั้งแต่ปี 2564-68 จะมีรถอีวีเข้าร่วมมาตรการราว 1 แสนคัน

สลากดิจิทัล 80 บาทฟีเวอร์
มหากาพย์หวยเกินราคา 80 บาท ที่เป็นเสี้ยนหนามตำใจ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่แก้ไม่ตก แต่ในที่สุดก็เริ่มเห็นทางออก ที่ประชุมคณะกรรมการสลากฯ ไฟเขียวขายสลากดิจิทัล ผ่านแอพฯ เป๋าตัง ในราคาใบละ 80 บาท
เคาะโต๊ะงวดแรก 2 มิ.ย. ประเดิมก่อน 5.1 ล้านใบ ทดสอบตลาด ผลปรากฏว่า ขายเกลี้ยงในช่วง 5 วัน จากนั้นค่อยๆ ทยอยเพิ่มสลากเข้าระบบ จนล่าสุดงวด 16 ธ.ค. มีสลากดิจิทัลขายสูงถึง 16.2 ล้านใบ
จุดเด่นของสลากดิจิทัล คือ ซื้อง่าย-ขายคล่อง รวมชุดได้ไม่จำกัด ได้ราคาใบละ 80 บาท อย่างรายล่าสุดที่ถูกรางวัลสูงถึง 16 ใบ รับไปคนเดียวมหาศาล 96 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม สลากดิจิทัล เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่เป็นการโหมโรงแก้เกินราคา แต่ของจริงต้องติดตามในปี 2566 กับการมาของสลากแบบเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว ที่ขายแบบดิจิทัลเหมือนกัน ประกอบกับแผน จับ ปรับ แก้กฎหมาย ยึดโควตาแบบเข้มข้น
ในปี 2566 จะเป็นอีกปีที่เรื่องหวยๆ สนุกกว่าปี 2565 แน่นอน

ขึ้นดอกเบี้ยในรอบ 4 ปี
จากภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อของสหรัฐ ที่พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี โดยเฟดขยับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกเมื่อวันที่ 15-16 มี.ค. 2565 โดยปรับขึ้น 0.25% จากระดับ 0.00-0.25% สู่ 0.25-0.50% จากนั้นทยอยมาขึ้นตลอด 7 ครั้งติด จนล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ขึ้นอีก 0.50% สู่ระดับ 4.25-4.50% นับเป็นระดับสูงที่สุดของสหรัฐ ในรอบ 15 ปี
ย่อมส่งผลกับดอกเบี้ยนโยบายของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าในช่วงแรกคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย (กนง.) ยังยื้อไม่ขึ้นดอกเบี้ยตามเฟด แต่สุดท้ายต้านไม่ไหวเมื่อวันที่ 11 ส.ค. มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ให้ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.25% ต่อปี จาก 0.50% ต่อปี เป็น 0.75% ต่อปี นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 4 ปี
จากนั้นกนง.ขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง อีกคราวละ 0.25% โดย กนง. นัดล่าสุด เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2565 ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% มาอยู่ที่ 1.25%
แน่นอนว่าการขึ้นดอกเบี้ยย่อมเพิ่มภาระให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ที่อาจจะผ่อนต่อไม่ไหว
สุดท้ายอาจกลายเป็นหนี้เสีย!

สุดอั้น!บะหมี่ซองขึ้น 1 บาท
สั่นสะเทือนวงการคนหาเช้ากินค่ำ และบรรดามนุษย์เงินเดือนไม่น้อย เมื่อรัฐบาล โดยกระทรวงพาณิชย์ ยอมให้สินค้ามหาชน ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจอย่าง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 5 แบรนด์ยักษ์ใหญ่ในตลาดค้าปลีกอย่าง ยำยำ ไวไว มาม่า นิสชิน และซื่อสัตย์ ปรับราคาขายปลีก จากซองละ 6 บาท เป็นซองละ 7 บาท หรือปรับเพิ่มขึ้นซองละ 1 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค. 2565 หลังจากไม่ได้ปรับขึ้นราคามายาวนานถึง 14 ปี
ไม่น่าเชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่กดดันราคาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพุ่งทะยานแบบฉุดไม่อยู่ ผู้ผลิตบอกถึงเหตุผลการปรับราคาชัดเจน ว่าเพราะวัตถุดิบสำคัญอย่างแป้งสาลี ราคาพุ่งขึ้น 20-30% ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มก็พุ่งขึ้นกว่าเท่าตัว รวมไปถึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกหรือซองบะหมี่ปรับเพิ่มขึ้น 12-15% อีกด้วย
ช่วงแรกกระทรวงพาณิชย์ยืนยันไม่ให้ขึ้นราคาเด็ดขาด เพราะจะกระทบคนรากหญ้า แต่ผู้ผลิตตื๊อขอขึ้นราคามาตลอด แถมขู่จะหันไปส่งออกมากขึ้นเพราะได้กำไรดีกว่า สุดท้ายต้องยอมให้ขึ้นราคา
เพื่อให้ตลาดยังมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขายต่อไป

ล้มดีล‘เอสซีบีเอกซ์-บิทคับ’
ย้อนไปเมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2564 บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCB) ยานแม่ของธนาคารไทยพาณิชย์ ประกาศลงทุนใน บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (Bitkub) จาก บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ผ่านบริษัทลูก บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) ในสัดส่วน 51% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของ Bitkub คิดเป็นมูลค่าประมาณ 17,850 ล้านบาท
ซึ่งสร้างความฮือฮาไม่น้อย ดันให้ราคาเหรียญ ‘คับ’ (KUB) ของกลุ่ม Bitkub พุ่งขึ้นเกือบ 200% จากที่เคยเทรด 30 บาทกว่าๆ ต่อเหรียญ ลากขึ้นไปเกือบ 100 บาทต่อเหรียญ
แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่สามารถเซ็นสัญญาซื้อขายกันได้ พร้อมๆ กับมีข่าวดีลล่มมาตลอด สุดท้ายก็ไปไม่รอด เอสซีบี เอกซ์ แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่ายกเลิกธุรกรรมการซื้อขายหุ้นบิทคับ มีผลตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค. 2565 เนื่องจาก Bitkub ยังคงต้องดำเนินการทางกฎหมายให้เป็นไปตามคำสั่งของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งยังไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไร
ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายตัดสินใจยกเลิกการเซ็นสัญญา

กสทช.ไฟเขียว‘ทรูควบดีแทค’
กลายเป็นดีลใหญ่ในประวัติศาสตร์ของธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมในประเทศไทย เมื่อ 2 บิ๊กของวงการ “ทรู และ ดีแทค” ประกาศควบรวมกิจการตั้งแต่เดือนพ.ย. 2564 มาถึงวันที่ 20 ต.ค.2565 ที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติ 4 ต่อ 2 รับทราบการควบรวมอย่างเป็นทางการ หลังจากยืดเยื้อมายาวนาน เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีผล กระทบต่อสาธารณะ จึงใช้เวลาในการศึกษาข้อมูลทุกด้านอย่างละเอียดรอบคอบ
ประกอบกระแสค้านของสังคมที่มีมากมายถึงข้อกังวลในการผูกขาดตลาดนำมาซึ่งผลกระทบที่มีต่อผู้บริโภค และสุดท้ายผลลงมติที่ออกมาก็ไม่ได้ทำให้เสียงคัดค้านลดลง แม้กสทช.จะกำหนดเงื่อนไขเพื่อควบคุมการควบรวม และมาตรการเฉพาะเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ในขณะที่ 2 บิ๊กกำลังเร่งเดินหน้าควบรวมกันให้แล้วเสร็จตามเป้าภายในไตรมาสที่ 1 ของปี 2566
คงต้องจับตาดูหลังควบรวมเสร็จแล้วผลลัพธ์จะออกหัวหรือก้อย

ต่างชาติซื้อที่ดินล่มทันควัน
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2565 มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง การได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าว ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน โดยการดึงดูดคนต่างด้าวที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย พ.ศ. … ซึ่งร่างกฎกระทรวงนี้ จะมีระยะเวลาบังคับใช้ 5 ปี กำหนดให้กลุ่มคนต่างด้าวที่มีศักยภาพสูง 4 ประเภท สามารถซื้อที่ดินได้ ไม่เกิน 1 ไร่ เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยภายในเขตกรุงเทพฯ เขตเมืองพัทยา หรือเขตเทศบาล หรืออยู่ภายในบริเวณที่กำหนดเป็นเขตที่อยู่อาศัย ตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง ได้แก่ 1.กลุ่มประชากรโลกผู้มีความมั่งคั่งสูง 2.กลุ่มผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ 3.กลุ่มที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย 4.กลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ โดยต้องนำเงินมาลงทุนในธุรกิจหรือกิจการไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท และต้องดำรงการลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 3 ปี
หลังมติครม. ออกมา มีเสียงคัดค้านอย่างหนัก บ้างก็ว่าเป็น พ.ร.บ. ขายชาติ กระทั่งรัฐบาลต้านกระแสไม่อยู่ ที่ประชุมครม. วันที่ 8 พ.ย. เห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอให้เพิกถอนมติครม. เมื่อ 25 ต.ค.
ปิดฉากคนต่างด้าวซื้อที่ดินได้ 1 ไร่
ไทยเจ้าภาพเอเปคชื่นมื่น
ประเทศไทยจัดงานช้างเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 29 ระหว่างวันที่ 14-19 พ.ย. 2565 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจะประชุมแบบพบหน้ากันเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี ภายใต้หัวข้อหลัก “เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกันสู่สมดุล” ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อคนไทยและภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
เปิดเวทีให้รัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีการค้าจากชาติสมาชิกถกแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ และถอดบทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจภูมิภาคให้เติบโตอย่างยั่งยืน
เวทีนี้ยังเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนในนามสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจ เอเปค เสนอแนะแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ และเสนอปัญหาเร่งด่วนที่ต้องการให้สมาชิกร่วมกันเร่งแก้ไข คือ ปัญหาเงินเฟ้อ อาหารขาดแคลนและโลกร้อน
โดยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยประเมินว่าผลจากการจัดประชุมจะทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาในภาคการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนของไทย ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ยังหวังว่าอานิสงส์เอเปคจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาในไทยได้อีก 6 แสนล้านบาท

ข้าวหอมไทยเสียแชมป์เขมร
ฉีกหน้ารัฐบาลไทยกลางงานประชุมข้าวโลกครั้งที่ 14 (World Rice Conference) ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 15-17 พ.ย. 2565 ว่า เมื่อข้าวหอมมะลิจากไทยเสียแชมป์ประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลกประจำ ปี 2565 (The World’s Best Rice 2022) ให้กับข้าวหอมมะลิผกาลำดวน จากประเทศกัมพูชา ไทยได้เพียงอันดับที่ 2 จากที่ก่อนหน้านี้ครองบัลลังก์แชมป์มามากที่สุดถึง 7 ครั้ง คือในปี 2552, 2553, 2557, 2559, 2560, 2563 และ 2564
แพ้หวุดหวิดเพียงแค่คะแนนเดียวเท่านั้น เหตุเพราะข้าวไทยหอมน้อยกว่าข้าวกัมพูชา สมาคมผู้ส่งออกข้าวซึ่งเป็นผู้คัดเลือกข้าวเข้าประกวดบอกว่าอาจเป็นเพราะปีนี้ฝนตกชุก น้ำมาก ทำให้การผลิตกลิ่นของข้าวหอมทำงานไม่เต็มที่ ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณ เตือนภัยให้รัฐบาลไทยต้องหันมาใส่ใจงานด้านการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยอย่างจริงจัง เพื่อรักษาคุณภาพ ราคา
โดยเฉพาะการเป็นผู้ส่งออกเบอร์ 1 ของโลกต่อไป