ปี 2565 นับเป็นปีแห่งความยากเข็ญและการบาดเจ็บล้มตายรวมถึงความย่อยยับ ของยูเครน เมื่อ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย มีคำสั่งให้กองทัพรัสเซียส่งกำลังเข้ารุกรานยูเครน เมื่อ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา หลังความล้มเหลวของการเจรจานานแรมเดือนระหว่างชาติตะวันตกกับประธานาธิบดีปูตินที่ต่อต้านความประสงค์เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปหรืออียู รวมถึงองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือหรือนาโต ของทางการยูเครน จุดระเบิดสงครามใหญ่ที่สุดของทวีปยุโรปนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ส่งผลกระทบทั้งค่าพลังงาน และอาหารพุ่งสูงไปทั่วโลก

สภาพความย่อยยับในยูเครน

ชาวยูเครน ผู้สูญเสีย

ขบวนรถหุ้มเกราะของกองทัพยูเครนในแคว้นเคอร์ซอน

การจะทำความเข้าใจสาเหตุที่ประธานาธิบดีปูตินยอมตัดสินใจเดิมพันด้วยทุกสิ่งที่ตัวเองและรัสเซียมี ต้องย้อนรอยกลับไปถึงหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญ ที่สุดของศตวรรษที่ 20 อย่างการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียตเมื่อปี 2534 ส่งผลให้โลกมีชาติเอกราชใหม่ขึ้นมา 15 ประเทศ หนึ่งในนั้นคือ ยูเครน ซึ่งในอดีตเป็นจุดก่อกำเนิดความเป็นชาติและจักรวรรดิรัสเซีย

สาเหตุแรกเป็นด้านความมั่นคง รัสเซียนั้นปัจจุบันมีชายแดนตะวันตกติดกับชาตินาโตจากเดิมที่ในอดีตเคยมีองค์การสนธิสัญญาวอร์ซอ มีสมาชิก 8 ประเทศ เป็นกันชนกับนาโต ซึ่งต่อมาพลิกขั้วไปเป็นสมาชิก นาโตทั้งหมด ตามด้วยอดีตแคว้นโซเวียตอย่าง ลิทัวเนีย ลัตเวีย และเอสโตเนีย ทำให้รัสเซียมีชาติกลุ่มคู่ขัดแย้งประชิดชายแดนเข้ามาผนวกกับสภาพภูมิศาสตร์ ของรัสเซียและยุโรปที่เรียกว่า ที่ราบยุโรปเหนือ ซึ่งเป็นทุ่งหญ้าทำให้การป้องกันยากยิ่ง นำมาซึ่งการสถาปนาองค์การสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน (CSTO) มีรัสเซีย เบลารุส และอาร์เมเนีย

หลงเหลือเพียงยูเครนที่เป็น “รัฐเป็นกลาง” ขวางระหว่างรัสเซียกับชาตินาโต ยูเครนจึงถือว่ามีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง เพราะหากยูเครนเข้า เป็นสมาชิกนาโตจะทำให้สหรัฐอเมริกาและนาโต มีพรมแดนราบยาว 23,000 กิโลเมตร ประชิดชายแดนรัสเซีย ห่างจากเมืองโวลโกกราด (สตาลินกราดเดิม) ไปเพียง 300 ก.ม. เมืองนี้มีปราการสำคัญบริเวณแม่น้ำ โวลกา เส้นเลือดหลักระหว่างบ่อน้ำมันทะเลคาสเปียน กับกรุงมอสโก ขณะที่หากรัสเซียมียูเครนอยู่ฝ่ายตน ก็จะดันพรมแดนไปติดกับนาโตได้ที่เขตแดนธรรมชาติอย่างเทือกเขาคาเพเธียน ทำให้การป้องกันนาโตนั้นง่าย

สาเหตุต่อมาซึ่งใหญ่ที่สุด คือ อุตสาหกรรมน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ โดยรัสเซีย เป็นชาติผู้ส่งออกอันดับสองรองจากซาอุดีอาระเบีย และเป็นชาติที่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลก (แคว้นไซบีเรีย) คิดเป็นรายได้ร้อยละ 50 ของ งบประมาณประจำปี และร้อยละ 30 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซนเลนสกี ผู้นำยูเครน

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย

รัสเซียยังเป็นผู้ส่งออกพลังงานฟอสซิลหนึ่งเดียวในยุโรปผ่านท่อในยูเครน เบลารุส และนอร์ทสตรีมในทะเลบอลติก กระทั่งการค้นพบแหล่งหินน้ำมันขนาดใหญ่ 2 แห่ง ในแคว้นโดเนตสก์ทางตะวันออก และเทือกเขาคาเพเธียนทางตะวันตก ของยูเครนในปี 2553 ตลอดจนบ่อก๊าซธรรมชาติขนาด 2 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร บริเวณแคว้นไครเมียของยูเครนใน ปี 2555

ส่งผลให้ยูเครนกลายเป็นชาติที่มีแหล่งพลังงานสำรองทางธรรมชาติมากเป็นอันดับที่ 14 ของโลก หากเปิดทางให้เอกชนพลังงานยุโรปและอเมริกันเข้ามาผลิตน้ำมันก็จะผลักดันให้ยูเครนกลายเป็นแหล่งพลังงาน รวมถึงลูกรักของอียูและนาโต รัสเซีย จึงพยายามขัดขวางไว้ด้วยการควบคุมรัฐบาลยูเครนผ่าน อดีตประธานาธิบดี วิกเตอร์ ยานูโควิช กระทั่งอดีตประธานาธิบดี ยานูโควิชถูกโค่นล้มในเดือนก.พ. 2557 และยูเครนได้รัฐบาลที่มีจุดยืนข้างยุโรป เป็นที่มาของการที่รัสเซียส่งกองทัพบุกยึดครองแคว้นไครเมียในปีเดียวกันและลากยาวมาถึงการทำสงครามต้นปีนี้

ทว่า เป็นเวลากว่า 10 เดือนแล้วที่เกมอำนาจและความทะเยอทะยานดังกล่าวของประธานาธิบดีปูตินไม่ประสบความสำเร็จ มิหนำซ้ำยังเพลี่ยงพล้ำถูกกองทัพยูเครนพลิกเกมตอบโต้เร็วเดินหน้าปลดปล่อยพื้นที่ที่ถูกกองทัพรัสเซียยึดครองได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความช่วยเหลือของสหรัฐและนาโตทั้ง ด้านการข่าว ยุทโธปกรณ์ รวมถึงงบประมาณชนิดแบบไม่จำกัด ตลอดจนมาตรการคว่ำบาตรทำลายเศรษฐกิจรัสเซีย และพลังใจจากประชาคมโลก ผ่าน ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ที่กลายเป็นวีรบุรุษโลกเสรี เจ้าของวาทกรรม “ผมไม่หนีไปไหน คุณช่วยส่งกระสุนมาก็พอ” ผู้หาญกล้านำชาวยูเครน ยืนหยัดงัดข้อกับหนึ่งในชาติมหาอำนาจทางการทหารที่หลายชาติเคยหวาดผวา

แม้กองทัพรัสเซียจะอยู่ในสภาพถอยร่นและเสียขวัญ แต่สงครามดังกล่าวก็สร้างความพินาศย่อยยับให้กับบ้านเมืองของชาวยูเครน มีพลเรือนเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 หมื่นราย อพยพพลัดถิ่นกว่า 14 ล้านคน โดยล่าสุด รัสเซียหันมาใช้ยุทธวิธีการใช้ขีปนาวุธและโดรนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านโจมตีระบบสาธารณูปโภคของยูเครน เพื่อมุ่งหวังให้ฤดูหนาวที่กำลังมาถึงทำลายชาวยูเครน

นายโครี ชากี นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงจากสถาบันสันติภาพสากล คาร์เนกี กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐ กล่าวว่า สถานการณ์ที่รัสเซียกำลังแพ้นั้นน่ากังวลมาก การหันมาใช้ยุทธวิธีทำลายพลเรือนนั้นเป็นการยอมรับโดยปริยายว่ารัสเซียไม่สามารถเอาชนะกองทัพยูเครนได้ ส่งผลให้รัสเซียจำเป็นต้องหายุทธศาสตร์ใหม่ภายในระยะเวลา 3 เดือนข้างหน้า หนึ่งในนั้นเป็นอาวุธนิวเคลียร์ แต่ในเชิงการทหารนั้นตนมองไม่เห็นว่าจะมีเป้าหมายใดเหมาะ ต่อการใช้อาวุธชนิดนี้ เพราะกองทัพยูเครนนั้นกระจัดกระจายไปทั่ว ไม่ได้มีตำแหน่งที่ตั้งเป็นหลักแหล่งอีกต่อไป

“ผมกลัวที่สุด คือ การที่ประธานาธิบดีปูตินชนะสงคราม ไม่ได้ และหาทางลงก็ไม่ได้ ยิ่งเห็นว่าจะแพ้สงครามและต้องอับอาย ทั้งที่ตัวเองเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน อาจเกิดคลั่งตัดสินใจใช้ระเบิดนิวเคลียร์โจมตีรัฐบาลที่กรุงเคียฟ” นายชากีกล่าวทิ้งท้าย

ส่วนบทสรุปของสงครามจะลงเอยอย่างไรนั้นประชาคมโลก คงต้องลุ้นต่อปีหน้า…สวัสดีปีใหม่ 2566

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน