เศรษฐกิจปี 2566 ยังไม่รู้ว่าจะลูกผีหรือลูกคน แต่ที่แน่ๆ คนไทยอาจต้องเผชิญกับเชื้อเพลิงราคาสูง ค่าไฟแพง ต่อไปอีกกระมัง

เพราะเห็นหลายสำนักพยากรณ์ว่า ราคาก๊าซธรรมชาติ (แอลเอ็นจี) ตลาดโลกที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้ายังทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยปี 2566-2567 คาดว่าจะอยู่ในช่วง 25-33 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู เทียบกับในอดีตปี 2564 ราคาเพียง 10 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู อีกทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างยูเครน-รัสเซียที่ยังยืดเยื้อ

ประกอบกับแนวโน้มการปรับ ลดกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันและพันธมิตร (โอเปก พลัส) รวมทั้งแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนภายหลัง การผ่อนคลายมาตรการควบคุม และทิศทางการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ มีแนวโน้มที่จะไม่สามารถทำให้ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวลดลงได้อย่างรวดเร็ว

แม้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะมองว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในปี 2566 จะอยู่ในช่วง 85-95 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล (ลดลงจากปี 2565 เฉลี่ยอยู่ที่ 98.5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล) ตามแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ที่จะส่งผลให้ความต้องการน้ำมันดิบลดลง

หลังผ่านจุดสูงสุดไปเมื่อช่วงกลางปี 2565 ที่ราคาน้ำมันดิบขึ้นไปกว่า 120 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และราคาดีเซลสำเร็จรูปประเทศสิงคโปร์ที่ทะลุแนวต้านไปเฉียด 180 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่งผลให้ราคาขายปลีกแก๊สโซฮอล์ 91 ในประเทศพุ่งขึ้นไปสูงสุดที่ 44.88 บาท/ลิตร และแก๊สโซฮอล์ 95 สูงสุดที่ 45.15 บาท/ลิตร ถึง 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 14 และ 29 มิ.ย. 2565

สอดคล้องกับการประมาณการโดยสำนักบริหารสารสนเทศพลังงานสหรัฐ (US Energy Information Administration : EIA) ก่อนหน้านี้ที่คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปี 2566 จะเพิ่มขึ้น 0.8% ซึ่งเป็นการปรับลดลงจากการเพิ่มขึ้น 2%

เช่นเดียวกับทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน กลุ่ม ปตท. (PRISM Experts) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คาดการณ์ โดย นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ประเมินว่าสถานการณ์พลังงานของโลกยังคงอยู่ท่ามกลางความผันผวน จากสภาพเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวหลังโควิด-19 คลี่คลาย ทำให้ความต้องการพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่นำไปสู่วิกฤตพลังงานในหลายประเทศ

ทาง ปตท.จึงมองว่าภาพรวมสถานการณ์พลังงานปี 2566 ยังคงเต็มไปด้วยความผันผวน จากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายทางการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก โดยคาดการณ์ปี 2566 ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ในกรอบ 85-95 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

แต่ทั้งนี้ คาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 แต่กำลังการผลิตน้ำมัน จากรัสเซียอาจหายไปจากตลาด หลังยุโรปเริ่มการ คว่ำบาตรการนำเข้าน้ำมันรัสเซียเต็มรูปแบบในปลายปี 2565 รวมทั้งความร่วมมือของกลุ่มโอเปก พลัส ในการพยุงราคาน้ำมัน

จึงเป็นที่น่าจับตาว่าผู้ผลิตรายอื่นๆ จะสามารถเพิ่มการผลิต เพื่อชดเชยอุปทานที่ขาดหายไปจากรัสเซียได้หรือไม่ รวมถึงประเด็นการยกเลิกคว่ำบาตรต่ออิหร่าน และเวเนซุเอลา ที่อาจเป็น Game Changer ในการเพิ่มอุปทานน้ำมันดิบเข้ามาในตลาด จะส่งผลต่อราคาน้ำมันตลาดโลกไปในทิศทางใด

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่า คาดการณ์แนวโน้มความต้องการใช้พลังงานขั้นต้นของประเทศในปี 2566 จะอยู่ที่ 2,111 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 2.7% แบ่งเป็นการใช้น้ำมันที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4.2% ก๊าซธรรมชาติคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.8% การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.1% และการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้า คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4.4%

โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าในระบบสูงสุด (พีก) ปี 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ 33,842 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 2% จากปี 2565 พีกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2565 เวลา 14.30 น. อยู่ที่ 33,177 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 6.9% และมองว่ามีแนวโน้มจะสูงกว่าปี 2562 ช่วงก่อนเกิดโควิด-19

ทั้งนี้ เนื่องจากความต้องการเดินทางที่มีแนวโน้มกลับมาเป็นปกติมากขึ้น ทั้งการเดินทางในประเทศและการเดินทางระหว่างประเทศ รวมทั้งการขยายตัวของการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด

“สนพ.ประเมินแนวโน้มราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกยังคงผันผวน ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น ทำให้ปี 2566 คนไทยยังคงต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตราที่แพงต่อไปอีก 2 ปี ในปี 2566-2567 แต่จะไม่สูงเกินกว่า 5 บาท/หน่วย หลังจากนั้นเชื่อว่าต้นทุนค่าไฟจะค่อยๆ ทยอยปรับลดลง หลังจากมีกำลังการผลิตก๊าซในอ่าวไทยเข้ามาเพิ่มเติม”

ปัจจัยดังกล่าวล้วนมีผลต่อการพิจารณาดำเนินมาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรือค่าไฟฟ้าในประเทศ เปรียบเสมือนเข็มทิศชี้นำว่ารัฐบาลโดยใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ต่อไปอย่างไร

ไม่ต้องพูดถึงกลุ่มน้ำมันเบนซินที่ภาครัฐปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด เพราะส่วนมากเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ใครมีกำลังจ่ายก็ขับไปเติมไป ใครไม่ไหวก็จอดอยู่บ้าน แต่งานเข้าน้ำมันดีเซลเต็มๆ เพราะเห็นบางช่วงที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปตลาดโลกอ่อนตัวลง แต่ราคาขายปลีกดีเซลในประเทศไม่ได้ปรับลดลงตามไปด้วย

ซึ่งมีคำอธิบายว่า เพราะราคาตลาดโลกยังมีความผันผวนสูง กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำเป็นต้องเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อลดภาระหนี้ก่อน และเห็นว่ายังมีมาตรการ ลดหย่อนภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่รัฐลดลงอยู่แล้ว 5 บาทต่อลิตรไปจนถึงวันที่ 20 ม.ค. 2566 เพื่อพยุงราคาขายปลีกไม่ให้เกิน 35 บาท/ลิตร ทำให้กองทุนเริ่มมีเงินไหลเข้าจากน้ำมันทุกประเภท

ในช่วงที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ทยอยเก็บเงินนำส่งเข้ากองทุนฯ จากน้ำมันดีเซล 5.82 บาท/ลิตร กลุ่มเบนซินในส่วนของแก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 เก็บได้ 2.30 บาท/ลิตร E20 และ E85 เก็บได้ 51 สตางค์/ลิตร

“อย่างไรก็ตาม กบน.จะติดตามราคาน้ำมันตลาดโลกอย่างใกล้ชิด หากราคามีแนวโน้มอ่อนตัวลงต่อเนื่อง อาจจะมีการพิจารณาลดเพดานราคาขายปลีกดีเซลลงมาได้บ้างจากปัจจุบันอยู่ที่ 34.94 บาท/ลิตร ไม่เกิน 35 บาท/ลิตรตามนโยบายของรัฐบาล”

ณ วันที่ 11 ธ.ค. 2565 กองทุนมีฐานะสุทธิติดลบประมาณ 127,377 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 83,713 ล้านบาท บัญชีก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีพี) ติดลบ 43,624 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันกองทุนอุดหนุนแอลพีจีอยู่ประมาณ 9.72 บาท/กิโลกรัม (ก.ก.) เริ่มลดลงจากช่วงที่ผ่านมาที่อุดหนุนสูงกว่า 10 บาท/ก.ก.

ส่วนค่าไฟที่พยายามหาข้อสรุปเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2565 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เคาะค่าเอฟที ประจำงวดเดือนม.ค.-เม.ย. 2566 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น (ได้แก่ อุตสาหกรรม การค้า การเกษตร การบริการทั้งหมด ทั้งกิจการขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ โรงแรม กิจการไม่แสวงหากำไร สูบน้ำเพื่อการเกษตร ไฟฟ้าชั่วคราวระหว่างก่อสร้าง) ที่อัตรา 190.44 สตางค์ต่อหน่วย จะส่งผลให้มีค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่อัตรา 5.69 บาทต่อหน่วย

แต่ในส่วนของผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่อัตรา 93.43 สตางค์ต่อหน่วย จะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยอยู่ในระดับ เท่าเดิมที่อัตรา 4.72 บาทต่อหน่วย

แม้ว่าค่าไฟในส่วนของบ้านที่อยู่อาศัยยังอยู่ในอัตราเดิม แต่ในส่วนของภาคเอกชนผู้ผลิตขยับขึ้นค่าเอฟที จะส่งผลกระทบให้ผู้ประกอบการต้องขึ้นราคาสินค้า ผลักภาระให้ผู้บริโภค

สุดท้ายคนไทยต้องควักจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน