สถานการณ์การเมืองหลังเปิดศักราชใหม่ ปีพ.ศ.2566 คงไม่ต่างจากช่วงปลายปี 2565 ที่บรรดา ส.ส.แห่ลาออกย้ายเข้าสังกัดใหม่ แถมฝุ่นคงตลบคละคลุ้งยิ่งกว่า เพราะเวลางวดเข้าสู่การเลือกตั้งไปทุกขณะ

กรณีสภาอยู่ครบวาระในวันที่ 23 มี.ค.2566 ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 102 กำหนดให้จัดเลือกตั้งภายใน 45 วัน นับแต่วันที่สภาสิ้นอายุ ตามโรดแม็ปเบื้องต้นของกกต.จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 7 พ.ค. เปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 3-7 เม.ย.

แต่หากเป็นกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เลือกยุบสภา กกต.ต้องกำหนดวันเลือกตั้งภายใน 5 วัน นับแต่มี พ.ร.ฎ.ยุบสภา โดยต้องกำหนดวันเลือกตั้งให้อยู่ในช่วง 45-60 วัน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 103

คาดหมายกันว่าพล.อ.ประยุทธ์ อาจเลือกชิงความได้เปรียบ ยื้อเวลาให้รัฐบาลอยู่นานที่สุด แล้วยุบสภาในช่วง 5-10 วันก่อนสภาหมดวาระ และกุมอำนาจต่อในฐานะรัฐบาลรักษาการ

การยุบสภายังเอื้อประโยชน์กรณีส.ส.ย้ายพรรค ถ้าสภาอยู่ครบวาระ ส.ส.ต้องเข้าสังกัดพรรคใหม่ไม่น้อยกว่า 90 วัน แต่หากยุบสภา เวลาในการสังกัดพรรคจะลดเหลือแค่ 30 วัน เรียกว่ายืดเวลาการตัดสินใจให้กับส.ส.และนักการเมือง กลุ่มก๊วนต่างๆ ที่ยังกั๊กท่าทีมีเวลาประเมินสถานการณ์ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ขณะที่แต่ละพรรคก็ยังมีเวลาเปิดดีล

ส่วนเรื่องกฎกติกาใหม่สำหรับการเลือกตั้งในปี 66 ที่เปลี่ยนแปลงไป ประกอบด้วย เรื่องจำนวนส.ส. ยังคงจำนวนส.ส.ในสภาไว้ที่ 500 คน แต่สัดส่วนส.ส.ระบบแบ่งเขตเพิ่มเป็น 400 คน จากเดิม 350 คน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อลดลงเป็น 100 คน จากเดิม 150 คน

และกลับไปใช้ระบบบัตรเลือกตั้งสองใบ ใบหนึ่งเลือกตั้งส.ส.เขต หรือคนที่ใช่ อีกใบเลือกพรรคที่ชอบ ภายใต้สูตรคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อแบบหารด้วย 100 ที่กว่าจะหาข้อยุติได้ก็เกิดกรณีหักมุมกลับไปกลับมาในสภาหลายรอบ

ขณะที่ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง อยู่ในขั้นตอนรอการโปรดเกล้าฯ หลังจากนายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ไปเมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ปีที่แล้ว

นักการเมืองยังต้องปฏิบัติตามกฎเหล็ก 180 วันของ กกต.ไปพลางก่อน แม้กกต.ยังไม่สามารถเคลียร์จนกระจ่างได้ว่าเป็นกฎเหล็กที่เอื้อเฉพาะรัฐบาล แต่การไฟเขียวให้ส.ส.ว่าที่ผู้สมัครไปร่วมงานแต่ง งานบวช งานศพ และมอบพวงหรีดดอกไม้สดได้ ยกเว้นการให้เงินหรือทรัพย์สินต่างๆ ก็ทำให้เสียงโวยซาลงได้

เรื่องไพรมารีโหวต ตามกฎหมายใหม่ที่ไม่เข้มเหมือนเดิมทำให้หมดห่วง แต่ที่บรรดาพรรคและนักการเมืองยังเป็นกังวลคือกรณีแบ่งเขตเลือกตั้งที่วันนี้กกต.ยังไม่ได้ประกาศ อ้างว่าต้องรอกฎหมายและระเบียบ รวมถึงจำนวนประชากร ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2565 จากกระทรวงมหาดไทย

แต่ยืนยันจะดำเนินการเสร็จไม่เกิน 10 ม.ค.2566 เนื่องจากกกต.ประสานกับกระทรวงมหาดไทยไว้แล้ว และทำร่างเทียบไว้แล้ว

ส่วนความพร้อมในการเตรียมตัวเลือกตั้งของแต่ละพรรค ทั้งเรื่องยุทธศาสตร์ นโยบายหาเสียง โดยเฉพาะว่าที่แคนดิเดตนายกฯ ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญ พรรคหลักๆ ต่างชูหัวหน้าพรรคตัวเองขึ้นมาสู้

ทั้ง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

ที่ช้ากว่าพรรคอื่นคือ พรรครวมไทยสร้างชาติ พล.อ.ประยุทธ์เพิ่งประกาศชัดเจนเมื่อ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา ว่าเตรียมสมัครเป็นสมาชิกและเป็นแคนดิเดตให้พรรครวมไทยสร้างชาติ แถมเป็นการประกาศภายหลังจากที่พรรคพลังประชารัฐยืนยันเสนอชื่อพล.อ.ประวิตรเป็นแคนดิเดตนายกฯ เพียงคนเดียว

แม้จะอ้างว่าพรรคเพื่อไทยก็ยังไม่เปิดตัวว่าที่แคนดิเดตนายกฯ เช่นกัน แต่ความต่างคือ เพื่อไทยเป็นพรรคเก่า มีตัวบุคคลที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์พรรคอย่าง น.ส.แพรทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และแม้ไม่ได้เปิดตัวในฐานะแคนดิเดตนายกฯ แต่จากโพลที่สำรวจก็มีชื่อนำที่ 1 อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่รวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคก่อตั้งใหม่ การเดินเกมช้ากว่าก็ยิ่งเสียโอกาส เห็นชัดจากการดึงเวลาเปิดตัวของพล.อ.ประยุทธ์ จนส.ส.ที่จะย้ายมาสังกัดเห็นท่าไม่ดีเปลี่ยนใจชิ่งหนีไปพรรคอื่นก็มีไม่น้อย

เมื่อพิจารณาจากนโยบายหาเสียงก็จะเห็นว่า พรรคใหญ่ๆ แข่งกันชูสโลแกนออกนโยบายหรา เพื่อไทยเปิดแคมเปญรณรงค์ “คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน” ประกาศ 10 นโยบายพลิกฟื้นประเทศ เรียกเสียงฮือฮาจากประเด็น ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท เงินเดือนคนจบปริญญาตรี 25,000 บาท อัพเกรดบัตรทองรักษาฟรี ที่เรียกกันติดปาก 30 บาทรักษาทุกโรคสู่บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทั่วไทย

พรรคก้าวไกลชูแคมเปญภายใต้คำขวัญ “ต้องก้าวไกล ให้ไทยก้าวหน้า” ทยอยเปิดชุดนโยบายสวัสดิการไทยก้าวหน้า ดูแลตั้งแต่แรกเกิดจนถึงบั้นปลายชีวิต ปฏิรูปราชการ กองทัพ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มทุกปีเริ่มที่ 450 บาท

พรรคประชาธิปัตย์ออกสโลแกน “อุดมการณ์ทันสมัย ทำได้ไว ทำได้จริง” สานต่อนโยบายประกันรายได้ยกระดับกองทุนพัฒนาเกษตรกร และเรื่องสวัสดิการกลุ่มเปราะบาง

พรรคภูมิใจไทยกรอกหูชาวบ้านด้วยสโลแกน “ภูมิใจไทย พูดแล้วทำ”เดินหน้าต่อนโยบายกัญชาเสรี พักหนี้-ปลอดดอกเบี้ย 3 ปี ฟรีโซลาร์เซลล์ผ่อนมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเดือนละ 100 บาท

พรรคพลังประชารัฐเน้นไปที่การสร้างสุขเท่าเทียม ต่อยอดนโยบายบัตรคนจน คนละครึ่ง บ้านประชารัฐ

กระทั่งพรรคสร้างอนาคตไทย พรรคไทยสร้างไทย หรือพรรคชาติพัฒนากล้า ก็ล้วนโชว์นโยบายหาเสียงกันแล้ว ขาดก็แต่พรรครวมไทยสร้างชาติที่ต้องมาลุ้นกันปีนี้

และที่สำคัญคือความพร้อมเรื่องการจัดวางตัวผู้สมัคร ช่วงปลายปีที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์ดูด-ดึงตัวส.ส.อย่างโจ๋งครึ่ม โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย สร้างแรงสั่นสะเทือนที่สุดเมื่อครั้ง 34 ส.ส.พาเหรดยื่นลาออก ไปร่วมเปิดตัวพร้อมกับรูปลักษณ์ใหม่ของพรรคภูมิใจไทย

สำหรับเพื่อไทยการย้ายออกน่าจะเริ่มนิ่งเพราะกลุ่มงูเห่าย้ายออกไปหมดแล้ว แต่ยังต้องตามดูกันในปีนี้คือการไหลเข้าของกลุ่มการเมือง เช่น กลุ่มพ่อมดดำของสุชาติ ตันเจริญ กลุ่มบ้านใหญ่เมืองชลของสนธยา คุณปลื้ม อาจรวมถึงกลุ่มสามมิตรที่ยังไม่ตัดสินใจ

และต้องจับตาการย้ายเข้าย้ายออกระหว่างส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐกับรวมไทยสร้างชาติ เพราะให้หลัง พล.อ.ประยุทธ์ประกาศชัดไปอยู่รวมไทยสร้างชาติ ย่อมส่งแรงกระเพื่อมโดยตรงไปถึงพรรคพลังประชารัฐ เชื่อว่าคงมีหลายคนที่เดินตามพล.อ.ประยุทธ์ออกมา

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ถือว่าน่าห่วง ปัญหาภายในส่งผลให้มีทั้งส.ส.และอดีตส.ส.ย้ายออกต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การดูด-ดึงส.ส.เข้าพรรคจำนวนมากไม่ได้การันตีผลแพ้ชนะในการเลือกตั้ง เพราะในสนามจริงยังมีปัจจัยอื่นๆ ทั้งนโยบายหาเสียงที่ตรงใจประชาชน ความขยันของส.ส. รวมถึงกระแสพรรคในแต่ละพื้นที่ กระแสผู้นำ ประเด็นการเมืองที่จุดติดในเวลานั้น รวมถึงเสบียงกรัง ล้วนเป็นตัวแปรทั้งสิ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน