ปี2566 จะเป็นปีแห่งการขยับตัวครั้งใหญ่ของ ‘สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล’ ในการรุกคืบ ‘สลากในรูปแบบออนไลน์’ ที่เห็นผลเป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น โดยมุ่งแก้โจทย์หิน-โจทย์เดียว คือคุมราคาสลากกินแบ่งให้อยู่ที่ 80 บาทต่อใบ ให้เข้าเป้ามากที่สุด
หลังจากตลอดปี 2565 ที่ผ่านมา การเดินหมากคุมราคาสลากเกินราคา เปิดฉากด้วย ‘สลากดิจิทัล’ ซื้อขายผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง ที่เริ่มจะติดลมบน หลังจากที่ ‘คนดวงมหาเฮง’ ซื้อเลขจับชุดเองกับมือ 16 ใบ ถูกรางวัลไปรายเดียวถึง 96 ล้านบาท
ทุบหน้าประวัติศาสตร์การถูกรางวัลลอตเตอรี่แบบถล่มทลาย ทำให้คอหวยสนใจซื้อกันคึกคักมากขึ้น จนดันยอดขายสลาก ส่งท้ายปีสูงลิ่วกว่า 17.1 ล้านใบ ใกล้เข้าเป้า 20 ล้านใบที่สำนักงานสลากวางแผนเอาไว้ในระยะแรก
แม้จะดูเหมือนว่าเส้นทางแก้ปัญหาด้วยสลากดิจิทัลจะเดินบนทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ความเป็นจริงสำนักงานสลากฯ ก็ต้องย่ำบนหนามกุหลาบด้วยเช่นกัน
เมื่อโมเดลธุรกิจ ‘5 เสือ’ ในอดีตถูกกลายร่างมาเป็น ‘แพลตฟอร์มดิจิทัลเอกชน’ ที่คงบทบาทกว้านซื้อ กินรวบ กำหนดกลไกราคารับซื้อ ปล่อยขายสลากได้ดั่งใจ ทำให้สัดส่วนสลากราคา 80 บาท ที่อยู่ในตลาดอีกกว่า 80% หรือ 80 ล้านใบ จาก 100 ล้านใบต่องวด ก็ยังอยู่ในราคาที่ควบคุมไม่ได้ เป็นหนาม ตำใจที่แก้ได้ไม่เบ็ดเสร็จ สะเด็ดน้ำ
‘สลากดิจิทัล’ จึงเหมือน ‘ออร์เดิร์ฟ’ ให้คนซื้อได้คุ้นชินกับการซื้อแบบดิจิทัล ก่อน ‘อาหารจานหลัก’ ของจริงจะเริ่มในปีนี้
นายธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการและโฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ในฐานะประธานกรรมการศึกษาผลิตภัณฑ์และเกมสลากรูปแบบอื่นๆ ระบุว่า ขณะนี้สำนักงานสลากฯ ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง พิจารณาเห็นชอบประกาศสำนักงานสลากฯ ในการกำหนดผลิตภัณฑ์สลากรูปแบบใหม่ ทั้งสลากกินแบ่งรัฐบาลเลข 6 หลัก ‘L6’ และสลากกินแบ่งรัฐบาลตัวเลข 3 หลัก หรือ ‘N3’ เพื่อเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่อไป
อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อ L6 และ N3 ผ่านความเห็นชอบจากครม. ไปแล้ว?
L6 จะเข้ามาเพิ่มความคล่องตัวให้กับสลากดิจิทัล ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งยอมรับว่าปัจจุบันภายใต้ พ.ร.บ.สลากฯ เดิม การขายสลากดิจิทัล จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีการพิมพ์สลากแบบใบออกมาแล้วเท่านั้น เช่น สลากดิจิทัล 17.1 ล้านใบ ก็ต้องมีสลากแบบใบ 17.1 ล้านใบ ที่ต้องนำไป ‘สแกน’ ใบสลากเข้าสู่ระบบแบบใบต่อใบ ซึ่งต้องใช้ทั้งเวลาและกำลังคนเป็นอย่างมาก
แต่ L6 กำหนดให้ไม่ต้องพิมพ์สลากแบบใบเพื่อมาสแกนอีกต่อไป สามารถกำหนดสัดส่วนการออกสลากดิจิทัล และสลากแบบใบ ต่องวดได้ตามภาวะตลาดมากขึ้น
ซึ่งในปี 2566 อาจจะเห็นสลากดิจิทัล ไต่ระดับขึ้นไปสู่ 30-40 ล้านใบก็ได้ หากตลาดมีความต้องการสูง และตัวแทนมีความพร้อมในการจำหน่าย สำนักงานสลากฯ ก็จะมีอาวุธครบมือ ในการสู้กับแพลตฟอร์มดิจิทัลเอกชนที่ขายราคา 80 บาทบวก ค่าบริการอย่างเต็มที่ เพราะสลากดิจิทัลทุกใบที่เพิ่มขึ้น คือ จำนวนสลากในแพลตฟอร์มเอกชนที่ลดลง
ไม่นับรวมกับมาตรการไล่จับ ปรับ ยึดโควตา ในส่วนนี้ก็จะแก้ปัญหาสลากเกินราคาทั้งแบบใบ และที่ขายผ่านแพลตฟอร์มเอกชนให้ลดลงไปได้
มาที่สลากแบบ N3 หรือสลากกินแบ่งรัฐบาลตัวเลข 3 หลัก ‘เหล้าเก่าในขวดใหม่’ ที่คอหวยน่าจะคุ้นชินจาก ‘หวยบนดิน’ ในยุคเก่าที่ผ่านมา

สลากแบบตัวเลข 3 หลักโฉมใหม่ จะถูกครอบด้วย มาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาลฯ ที่จัดสรรรายได้ถูกต้องตามกฎหมายทุกกระเบียด เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย โดยกำหนดให้กันเงินรายได้จากยอดขาย 60% มาจ่ายเป็นเงินรางวัล นำเงินรายได้ส่งคลังไม่ต่ำกว่า 23% และกันไว้เป็นการบริหารของสำนักงานสลากไม่เกิน 23% ของรายได้จากยอดขายทั้งหมด
นายธนวรรธน์ระบุว่า สลากตัวเลข 3 หลัก เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่ไม่ได้มาเพื่อแข่งกับสลากแบบใบ แต่เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ซื้อ ก็จะช่วยลดแรงกดดันไม่ให้สลากแบบปกติมีราคาเกิน 80 บาทได้ รวมทั้งสลากตัวเลข 3 หลัก ไม่ได้เข้าไปแข่งกับ หวยใต้ดิน แต่เป็นผลพลอยได้ที่จะดึงเงินเข้ามามากกว่า
สำหรับสลากตัวเลข 3 หลัก จะมี 4 รูปแบบการจ่ายเงินรางวัล ประกอบด้วย 1.รางวัลสามตรง (ตรงเลข-ตรงหลัก) คือ ตัวเลขที่เลือกต้องตรงกับผลการออกรางวัล และหลักต้องตรงกันด้วย 2.รางวัลสามสลับหลัก (ตรงเลข-สลับหลัก) หรือ 3 ตัวโต๊ด ตัวเลขที่เลือกตรงกับผลการออกรางวัล แต่หลักสามารถ สลับกันได้
3.รางวัลสองตรง (ตรงเลข-ตรงหลัก) คือ ตัวเลขที่เลือก ต้องตรงกับผลการออกรางวัลและหลักตรงกันด้วย และ 4.รางวัลพิเศษ หรือ รางวัลแจ๊กพอต 1% จากสัดส่วน 60% ของยอดขายสลากแต่ละงวด
ทั้งนี้ วิธีการเลือกสลาก สามารถเลือกหมายเลขได้ ตั้งแต่ 000 ถึง 999 จำนวน 1 หมายเลขต่อการเลือกซื้อสลาก 1 รายการ การซื้อทุกๆ 1 รายการ จะได้หมายเลขรางวัลพิเศษ 1 หมายเลข ซื้อสลาก 1 รายการมีสิทธิ์ลุ้นทุกรางวัลใน 4 ประเภท โดย คาดว่าราคาจำหน่ายสลากจะอยู่ที่ 50 บาทต่อใบ
สำหรับสลากตัวเลข 3 หลัก ยังไม่ตกตะกอนว่า ‘ใครจะเป็น ผู้ขาย-ใครมีสิทธิ์ขาย-และขายอย่างไร’ ซึ่งเชื่อว่าวิธีการต่างๆ จะมีความชัดเจนมากขึ้น หลังจากที่ผ่านความเห็นชอบจากครม. ไปแล้ว
แต่ที่แน่นอนคือ ขายในระบบดิจิทัล หรือระบบออนไลน์เท่านั้น ไม่มีการพิมพ์ตัวเลขล่วงหน้า ใครสะดวกซื้อเลขใด เลือกซื้อได้เลย ขณะเดียวกัน ผู้ขายก็ไม่ได้นำเงินมาจมในลักษณะ ‘ซื้อขาด’ เหมือนสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ต้องแบกรับความเสี่ยงขายไม่หมด เป็นรูปแบบ ขายเท่าไหร่-ได้เท่านั้น
ส่วนหลักเกณฑ์การจ่ายเงินรางวัล จะจ่ายเงินรางวัลแบบผันแปรในแต่ละรางวัล โดยรางวัลสามตรงจ่ายแบบ กันเงินจ่ายรางวัลไว้ที่ 30% รางวัลสามสลับกันเงินจ่ายรางวัลไว้ที่ 30% และรางวัลสองตรงกันเงินรางวัลที่กันเอาไว้ 39% ทุกรางวัล จะจ่ายในอัตราจ่ายเท่ากันทุกราย ยกเว้นแจ๊กพอตที่อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะจ่ายรางวัลให้กี่ราย
ก็ต้องลุ้นกันว่า เลขที่เราซื้อไว้ ถ้ามีคนซื้อน้อยเราก็จะได้เงินรางวัลเยอะ แต่ถ้าซื้อมากๆ แบบเลขดัง โอกาสถูกรางวัลก็จะน้อยตามไปด้วย ซึ่งสำนักงานการันตีว่า เงินรางวัลจะต้องไม่ต่ำไปกว่าเงินที่ซื้อสลาก
สำนักงานสลากฯ เปิด ‘ไพ่ตาย’ ใบสุดท้ายบนกระดานเป็นทางเลือกในปี 2566 นี้ แต่ปัจจัยหลักอีกครึ่งหนึ่งในการแก้ปัญหาสลากเกินราคา ก็ยังอยู่ที่ ‘ผู้เล่น’ หรือ ‘คนซื้อ’ ซึ่งท้ายที่สุดคงไม่มีใครบังคับให้ซื้อสลากถูกหรือแพงได้
การแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมและตัวชี้วัดความสำเร็จ คือสิ่งที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน!