ทำนิวไฮในรอบ24ปี-พาณิชย์คาดปีนี้แนวโน้มชะลอตัว
พาณิชย์ เผยเงินเฟ้อปี 65 อยู่ที่ 6.08% สูงสุดในรอบ 24 ปี หลังสงครามทำราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่ง 24% ดันสินค้า อาหารสด ค่าไฟฟ้าขึ้นราคา พร้อมคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้ จะลดลงอย่างชัดเจน เหลือ 2.5% หลังราคาพลังงานลดลง จากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผอ.สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อ) ประจำเดือน ธ.ค.2565 ว่า อยู่ที่ 5.89% เป็นผลจากราคาสินค้าหมวดที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 3.87% ตามราคาพลังงานที่สูงขึ้น 14.62% โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า และ ก๊าซหุงต้ม และยังมีการปรับขึ้นค่าโดยสารสาธารณะ ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 8.87% โดยอาหารสำเร็จรูปสูงขึ้น 9.66% เช่น ข้าวแกง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เนื้อสุกร ไก่สด ไข่ไก่ และข้าวสารที่ราคาสูงกว่าปีก่อนหน้า
ส่วนเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2565 สูงขึ้น 6.08% ถือเป็นอัตราที่สูงสุดในรอบ 24 ปีนับจากปี 2541 ทั้งนี้เป็นผลมาจากสินค้าหมวดที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 5.51% โดยพบว่าทั้งปี 2565 ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีการปรับเพิ่มขึ้นถึง 23.9% เนื่องจากผู้ส่งออกน้ำมันควบคุมปริมาณการผลิต และปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างคู่สงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้การผลิตพลังงานตึงตัว รวมถึงการปรับขึ้น ค่าจ้าง การขึ้นอัตราดอกเบี้ย และเงินบาทที่อ่อนค่า ยังเป็นต้นทุน การผลิต ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการทยอยปรับเพิ่มขึ้น ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ทั้งปีราคาปรับสูงขึ้น 6.92% โดยเฉพาะอาหารสดสูงขึ้น 6.81%
“สนค.คาดการณ์เงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2566 ว่าจะอยู่ที่ 2-3% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 2.5% ชะลอตัวลงจากปี 2565 ชัดเจน ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันอยู่ที่ 85-95 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 36-37 บาท/เหรียญสหรัฐ เนื่องจากราคาสินค้าเริ่มทรงตัว ราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันดิบชะลอลงตามอุปสงค์โลกที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก และรัฐบาลยังมีมาตรการลดค่าครองชีพต่อเนื่อง จะเห็นว่าเป้าเงินเฟ้อปีนี้ต่ำกว่าเป้าจีดีพีทั้งปีซึ่งอยู่ที่ 3-4% ดังนั้นปีนี้ เงินเฟ้อจะไม่ใช่ปัจจัยที่กดดันการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอีกต่อไป”
อย่างไรก็ตาม การขึ้นค่ากระแสไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมตั้งแต่ 1 ม.ค.2566 ซึ่งมีสัดส่วนในการคำนวณเงินเฟ้อมากถึง 4%, การขึ้นค่าจ้าง และเงินบาทที่ยังผันผวน ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิต รวมถึงอุปสงค์ในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดประเทศ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อาจทำให้ราคาสินค้าและบริการปรับสูงขึ้น และยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อีก เช่น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก สภาพอากาศที่แปรปรวน และการกลับมาแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกครั้งซึ่งจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไปว่าจะส่งผลกระทบหรือไม่