ปีใหม่ที่ดีกว่าเดิม
ฝึกจิต
เข้าสู่ปี “กระต่ายทอง” ของศักราชใหม่ สำหรับคนส่วนใหญ่วันขึ้นปีใหม่ คือ การเฉลิมฉลอง ที่มักมาคู่กับ ความสรวลเสเฮฮา เมามายข้ามปี กลุ่มคนส่วนน้อย เริ่มรู้ว่า ความสนุกสนานเมามาย ไม่มีประโยชน์อะไรกับชีวิต จึงมองหาการเตรียมพร้อมเข้าสู่ปีใหม่เพื่อให้ชีวิตไฉไลยิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยการไปวัด สวดมนต์ข้ามปี ทำดีรับปีใหม่ ส่วนกลุ่มคนที่น้อยยิ่งกว่า มองเห็นด้วยปัญญาว่า ความหมายของการผ่านปีใหม่ คือ เวลาที่เหลือน้อยลงไปทุกขณะ
กลุ่มคนจำนวนน้อยที่สุดนี้ จึงพยายามแสวงหาการพัฒนาตัวเองเพื่อให้ชีวิตดีขึ้นอย่างถาวร ซึ่งทั้งมวลล้วนต้องอาศัย “ธรรมะ” เป็นเครื่องมือนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดของชีวิต ดังนั้นวันนี้ผู้เขียนจึงถือโอกาสรวบรวมหลักธรรมะในส่วนของการปฏิบัติ มาเป็นชุดพัฒนาจิตใจแบบสำเร็จรูป เพื่อให้ท่านผู้อ่านนำไปใช้ในการแสวงหาคุณค่าและความสุขของชีวิตที่ลึกล้ำดื่มด่ำยิ่งกว่าที่เคย ทั้งหมด 7 ประการ คือ
1. เช็กคุณภาพความดีของตัวเองว่ามีมากขึ้นหรือน้อยลง ควรนึกย้อนไปคิดพิจารณาว่า เราปล่อยให้ปีที่ผ่านมามีคุณค่าคู่ควรกับการสูญเสียเวลาไปอีก 1 ปีเต็มหรือไม่? อะไรผิดพลาด ติดขัด ได้พยายามปรับปรุงแก้ไขหรือยัง ย้อนมองดูแล้วตอบตัวเองอย่างตรงไปตรงมาได้หรือไม่ว่า เราเป็นคนดีขึ้นหรือไม่ในปีที่ผ่านมา? รัก โลภ โกรธ หลง น้อยลงหรือไม่? มีเมตตา มีความเสียสละ ให้อภัยได้มากขึ้นหรือยัง? หากไม่สามารถตอบอะไรได้เลย ก็ต้องรู้ตัวแล้วว่า ปีที่ผ่านมา เราแค่หายใจทิ้ง และปล่อยให้แก่ขึ้นอีก 1 ปีเท่านั้น ดังนั้นปีนี้ขอให้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า “จะต้องเป็นคนดีขึ้นให้ได้” แล้วหมั่นทบทวน ตักเตือนตนเอง ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “อัตตนา โจทยัตตานัง จงเตือนตนอยู่เสมอ”
2. พอกันทีกับการวิพากษ์วิจารณ์ชาวบ้าน เพราะการกระทำแบบนี้ เป็นเรื่องของคนไม่ฉลาด หาทุกข์ถมใส่หัวแบบไม่รู้ตัว เป็นการทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน เป็นการป้อนอาหารให้กิเลสเฟื่องฟู ชีวิตจะหาความสงบอะไรมิได้ ในเรื่องของชีวิตควรรู้เท่าทันว่า ใครจะดีเลวอย่างไรเป็นเรื่องของเขา เราพยายามสนใจเรื่องชาวบ้านในน้อยลง และใส่ใจในความดีเลวของตนเองให้มากขึ้น แบบนี้คือ ‘ดีที่สุด’
3. หยุดโทษคนอื่นได้แล้ว เมื่อเกิดเหตุร้ายใดเกิดขึ้น ให้พยายามระงับความเกรี้ยวกราด เลิกมองหาเป้าหมายที่จะระบายความผิดไปใส่ แต่ให้น้อมเข้ามาพิจารณาก่อนว่า เราขาดสติตอนไหน ปล่อยให้ความโง่เข้ามาเกาะกินใจเมื่อไหร่ ถึงพยายามจะโทษทุกอย่าง ยกเว้นตัวเอง สรรพสิ่งเกิดขึ้นล้วนมีเหตุ ไม่มีคำว่าบังเอิญ ดังนั้น ต้องฉลาดยอมรับความจริง และค่อยๆ หาทางจบเรื่องด้วยปัญญา ลักษณะนี้คือความสง่างามทั้งภายนอกและภายในอย่างแท้จริง
4. นั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ 15 นาที เพราะ การทำสมาธิ สามารถให้ประโยชน์ได้ถึงสามระดับ ชั้นแรก สมาธิจะช่วยให้รู้จักการบริหารจัดการอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น เครียดน้อยลง คิดลบน้อยลง ทำการงานใดก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น กำลังใจมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยวมั่นคงขึ้น อีกทั้งยังทำให้สุขภาพร่างกายดียิ่งขึ้น ชั้นที่สอง สมาธิจะช่วยทำให้จิตใจเบิกบานผ่องใส เมื่อละจากโลกนี้ไปย่อมมีสุคติภูมิเป็นที่หวังได้ ชั้นที่สาม สมาธิเป็นกำลังแห่งการขัดเกลากิเลส ทำลายตัวตน ทำให้เข้าใกล้มรรคผลนิพพานมากยิ่งขึ้น ด้วยประโยชน์มากถึงเพียงนี้ ไม่ฝึกอย่างต่อเนื่องทุกวันก็น่าเสียดายเต็มที
5. คิดดี พูดดี ทำดี ย่อมได้ดี พระพุทธเจ้าพิสูจน์มาสองพันกว่าปีแล้วว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” และ “กฎแห่งกรรมมีอยู่จริง” อะไรที่ได้รับผลอยู่ในวันนี้ ย่อมคู่ควรแล้วกับการกระทำในอดีต และ สิ่งใดที่จะได้ในอนาคต ก็เหมาะสมแล้วกับการกระทำในปัจจุบัน มีเหตุผล ตรงไปตรงมา ชีวิตเราเป็นผู้กำหนดทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าอยากให้ชีวิตดี ก็ต้องเริ่มด้วยดีจากตัวเองก่อน เมื่อคิดดี พูดดี ทำดี ย่อมดึงดูสิ่งดีๆ เข้าสู่ชีวิต
6. หัดอยู่แบบไร้ตัวตน เป็นคนตัวเล็กดูบ้าง พอเป็นคนตัวใหญ่ มีเงินทอง ชื่อเสียง ยศศักดิ์ มีตำแหน่งหน้าที่ค้ำคอ หรือ แม้ไม่ได้มีฐานะอะไร แต่อัตตาหล่อเลี้ยงใจจนใหญ่โต มองไม่เห็นหัวใคร แต่กลับไม่ชอบให้ใครมองข้ามตัวเอง ใครไม่ให้เกียรติก็ฉุน กระทบหน่อยก็โมโห ต้องมีที่ยืนที่นั่งเด่นกว่าใคร เป็นรองใครไม่ได้ ถ้าลักษณะนี้อยู่ไหนก็หนัก ไปไหนก็ทุกข์ เพราะแบกอัตตาตัวตนไว้เต็มหัว เป็นทาสที่โดนกดจนโงหัวไม่ขึ้น ทั้งที่เพียงแค่ปลดหัวโขน วางอัตตาลงบ้าง ใช้ชีวิตแบบคนไม่สำคัญดูบ้าง แล้วจะพบว่ายังมีอีกมิติหนึ่งของชีวิต ที่เบาสบายเต็มไปด้วยความสุขขึ้นอีกมากโข
7. ฟังเสียงโลกให้น้อยลง ฟังเสียงใจให้มากขึ้น พอกันทีกับกระแสโลกที่กระเหี้ยนกระหือรือในการยัดเยียดความคิดให้เราแข่งขันกับคนอื่น ให้กระหายความสำเร็จ ต้องรวยเงินล้านให้ได้วันนั้นวันนี้ ต้องได้นู้นได้นี่ มีนั่นมีนี่ ต้องๆๆๆ สารพัด สุดท้ายสิ่งเดียวที่เราจะได้กลับกลายเป็น “ความเครียด” และ “ความว่างเปล่า” เพราะความทะยานอยากมักมาคู่กับความทุกข์ ยิ่งอยากไม่สิ้นสุด ก็ยิ่งทุกข์ไม่สุดทาง ดังนั้น หาทางพาตัวออกจากกระแสทุกข์ของโลกบ้าง หันกลับมาฟังเสียง “ลมหายใจ” ตัวเองบ้าง ใช้คำว่า “พอใจ” และ “พอดี” มาพัฒนาตัวเองให้ถึงจุดของความสุขที่แท้จริงไม่ดีกว่าหรือ?
7 ประการนี้ เพียงแค่นำไปทดลองปฏิบัติ ไม่เกินสัปดาห์แรกก็อาจสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ของชีวิต ที่เย็นมากขึ้น เบาสบายมากขึ้น และมีความสุขมากขึ้น “ธรรมะ” เป็นเรื่องยาก เฉพาะผู้ที่ไม่นำไปใช้เท่านั้น!!
พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐