อื้อฉาวส่งท้ายปีกันเลยทีเดียว สำหรับกรณีที่ตำรวจปปป.และป.ป.ช. บุกจับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับอธิบดี คาห้องทำงาน
โดยมีหลักฐานรองรับข้อกล่าวหา เรียกรับเงินใต้โต๊ะจากลูกน้องตัวเอง แลกกับการโยกย้ายไปในตำแหน่งต่างๆ เมื่อบุกเข้าค้นห้องทำงานเจอเงินยัดซองเป็นฟ่อนๆ
แม้จะเพิ่งมีคำสั่งงดรับกระเช้าปีใหม่ก็ตาม!!!
ขณะที่เจ้าตัวระบุว่าถูกกลั่นแกล้ง แต่จากผลสอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ออกมาชัดเจนว่ามีการเรียกรับเงินลูกน้องจริง นำไปสู่การตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง
ด้านฝ่ายตำรวจก็มั่นใจว่าเอาผิดได้แน่ เพราะมีคลิปลับสนทนาขณะรีดเงินลูกน้องเอาชัดเจน แถมเป็นการหักเปอร์เซ็นต์จาก งบประมาณรัฐ ที่มาจากภาษีประชาชนเสียด้วย
และแน่นอนว่าส่งผลให้เกิดคำถามว่านอกจากอธิบดีคนนี้แล้ว มีใครที่ต้องจ่ายเพิ่มเติมอีกหรือไม่
รวมทั้งข้อสงสัยที่ว่าเรื่องที่ลือลั่นกันทั้งกรม มีข้าราชการจำนวนมากบรรจงเอาเงินใส่ซอง จ่าหน้าเรียบร้อย
ระดับปลัดกระทรวง ระดับรัฐมนตรี กลับไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นภายในองค์กรที่กำกับดูแลเลยแม้แต่นิดเดียว
มันเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด!??

■ ทส.สรุปอธิบดีรับเงินลูกน้อง
หลังการบุกจับนายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยาน แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม คาห้องทำงานเมื่อเช้าวันที่ 27 ธ.ค. 2565 พร้อมหลักฐานเป็นซองเงินสดจำนวน 98,000 บาท ที่ลงบันทึกหลักฐานประจำวันไว้ แล้วให้ผู้เสียหายนำไปมอบให้อธิบดีถึงห้องทำงาน
เนื่องจากมีเบาะแสว่านายรัชฎาได้เรียกรับเงินจากผู้ใต้บังคับบัญชา และเรียกเก็บเปอร์เซ็นต์จากงบประมาณที่อนุมัติ แลกเปลี่ยนกับการ แต่งตั้งโยกย้ายในสถานที่ที่ดี ไม่ห่างไกลความเจริญ โดยนายรัชฎาให้การภาคเสธ ว่ารับซองดังกล่าวมาจริง แต่ไม่ทราบว่ามีอะไรอยู่ข้างใน
ด้านนายกุศล โชติรัตน์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แถลงผลสอบข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2566 ระบุว่า มีมูลความผิดทางวินัยในการเรียกรับเงินจริง ส่วนรายละเอียดในการสอบสวนคงไม่สามารถให้ข้อมูลได้
แต่ไม่ทราบว่ามีใครที่เหนือกว่านายรัชฎาเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ จะทราบได้ก็ต่อเมื่อมีการดำเนินคดีอาญา ซึ่งไม่ใช่อำนาจของกระทรวง
ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่าทราบข่าวก็ตกใจ ทุกอย่างขอให้เป็นไปตามตัวบทกฎหมาย ยืนยันว่าตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2562 ก็มอบนโยบายกับผู้บริหารกระทรวง ในเรื่องตำแหน่ง ให้ดำเนินการโดยสุจริต
พอเกิดเรื่องนี้ขึ้นก็ย้ำปลัดกระทรวงไปอีกในเรื่องความโปร่งใส ไม่ให้ซื้อขายตำแหน่ง ส่วนจะต้องรื้อโผหรือไม่ ตอบไม่ได้ เพราะไม่รู้รายละเอียด และระเบียบราชการเป็นอย่างไร
ส่วนที่มีการตั้งคำถามว่าอาจมีฝ่ายการเมืองเกี่ยวข้อง ยิ่งในช่วงใกล้เลือกตั้ง นายวราวุธระบุว่า เรื่องแบบนี้เรามักได้ยินกันอยู่เสมอ เพราะเป็นเรื่องง่ายที่จะอ้างโยงมาถึงภาคการเมือง ใครก็พูดได้ แต่ต้องเอาข้อเท็จจริงมาว่ากัน
ซึ่งเรื่องดังกล่าวก็ถูกจับจ้องว่าจะมีความเกี่ยวพันด้านการเมือง หรือไม่ โดย นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ส.ส.ก้าวไกลตั้งคำถามว่า เหตุใดถึงไม่มีการเข้าตรวจค้นบ้านพักของนายรัชฎา เพราะเมื่อในห้องทำงานมีเงินใส่ซองไว้ให้กว่า 5 ล้านบาท ที่บ้านพักก็น่าจะมีหลักฐานสำคัญ
อีกทั้งตั้งข้อสังเกตว่า วันจับกุมที่ห้องทำงานของอธิบดี ผู้ใต้บังคับบัญชาแสดงอาการปกป้องอย่างออกหน้าออกตา และนายวราวุธ ซึ่งบัดนี้ยังไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ตนจึงต้องตั้งคำถามถึงรมว.ทส. และพล.อ.ประยุทธ์ ที่รีบออกคำสั่งโยกย้ายอธิบดี ซึ่งทราบกันดีว่ามีสานสัมพันธ์กับใครบ้าง จึงจำเป็นต้องตอบคำถามต่อสังคม
เป็นประเด็นการเมืองที่ร้อนแรง!!!

■ บุกจับอธิบดีคาห้องทำงาน
การบุกจับอธิบดีครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 ธ.ค. 2565 ในขณะที่มีการประชุมผู้บริหารระดับสูงของ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ขณะที่การประชุมดำเนินไป เจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) บุกเข้ามาในห้องประชุมกะทันหัน พร้อมเชิญตัวนายรัชฎาเข้าไปในห้องเพื่อพูดคุย ท่ามกลางความงุนงงของข้าราชการที่ร่วมประชุมอยู่
โดยที่มาของเรื่องดังกล่าวเกิดจากการได้รับข้อมูลว่า นายรัชฎา มีพฤติกรรมใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เรียกรับเงินจากผู้ใต้บังคับบัญชา แลกกับการไม่ถูกโยกย้ายตำแหน่ง โดยเรียกเก็บเงินจากหัวหน้าหน่วยงานภาคสนามทั่วประเทศ หากหัวหน้าหน่วยงานต่างๆ ไม่สามารถนำเงินมาจ่ายให้ได้ก็จะถูกโยกย้ายออกจากตำแหน่งเดิมและแต่งตั้งให้ ดำรงตำแหน่งในพื้นที่ที่ห่างไกลจากภูมิลำเนา
จนทุกคนต้องวิ่งเต้นกับอธิบดี เพื่อไม่ให้ถูกโยกย้ายรายละประมาณ 200,000-300,000 บาท นอกจากนี้ยังระบุอีกว่า มีการเรียกเก็บเงินจากผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นรายเดือน เพิ่มเติมจากที่เรียกเก็บในอัตราดังกล่าวอีกด้วย
เจ้าหน้าที่สืบสวนกิจการพิเศษ ป.ป.ช. และตำรวจบก.ปปป. ได้นำเงินสดจำนวน 98,000 บาท ที่ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน นำไปมอบให้กับผู้เสียหาย ที่มีนัดจะพบอธิบดีในช่วงเช้าวันดังกล่าว พร้อมวางกำลังเฝ้าสังเกตการณ์โดยรอบ
เมื่ออธิบดีรับซองเงินดังกล่าว แล้วไปเป็นประธานการประชุม เจ้าหน้าที่จึงเข้าไปแสดงตนพร้อมจับกุมนายรัชฎา พร้อมนำมาตรวจค้นห้องทำงาน ซึ่งก็พบเงินสด 98,000 บาท วางอยู่บนโต๊ะทำงาน ตรวจสอบพบหมายเลขธนบัตรตรงกับที่ลงบันทึกประจำวันทุกฉบับ
นอกจากนี้ยังพบซองเงินภายในห้องดังกล่าว มีเงินสดยัดแน่นมูลกว่าอีกเกือบ 5 ล้านบาทด้วย
จึงแจ้งข้อหาความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้การสอบสวนชั้นจับกุม นายรัชฎาให้การภาคเสธว่ารับซองดังกล่าวมาจริง แต่ไม่ทราบว่าข้างในมีเงินอยู่ ส่วนเงินอีกกว่า 5 ล้านที่อยู่ในห้อง ไม่ได้ชี้แจงถึงที่มาที่ไป
โดยหลังจากสอบปากคำเจ้าหน้าที่ให้ประกันในชั้นพนักงานสอบสวน ใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสด 4 แสนบาท ซึ่งพนักงานสอบสวนพิจารณาเห็นว่าผู้ต้องหาเป็นข้าราชการระดับสูง มีตำแหน่งหน้าที่การงานมั่นคง ประกอบกับมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่น่าหลบหนี
อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว!!!

■ แฉรีดเงินลูกน้องแลกโยกย้าย
สำหรับการวางแผนล่อซื้อครั้งนี้ มีจุด เริ่มต้นจากที่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติ แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เพื่อแจ้งเอาผิดนายรัชฎา หลังพบว่ามีพฤติกรรมใช้อำนาจหน้าที่ในทางไม่เหมาะสม กลั่นแกล้งโยกย้ายตำแหน่งเจ้าหน้าที่ที่ไม่ยอมจ่ายเงินวิ่งเต้นจำนวน 500,000 บาท ไปยัง ตำแหน่งอื่นๆ ที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือที่พักอาศัย
อีกทั้งยังมีพฤติกรรมเรียกเก็บเงินจากหัวหน้าหน่วยงานภาคสนาม คิดตามอัตราส่วนจากหน่วยงานที่ได้รับจัดสรรงบประมาณ เช่น อุทยานแห่งชาติ, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จะเก็บ 18.5 เปอร์เซ็นต์ จากหมวดงบดำเนินงานและค่าใช้สอย หรือหน่วยป้องกันไฟป่า 30 เปอร์เซ็นต์ จากหมวดงบดำเนินงาน และค่าใช้สอย
ซึ่งจากการรวบรวมพยานหลักฐานภายในห้องทำงานของนายรัชฎา พบซองเงินต่างๆ รวมเงินกว่า 5 ล้านบาท โดยแต่ละซองมีชื่อบุคคล เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมอุทยานฯ ชัดเจน ประมาณ 20 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบและออกหมายเรียกมาสอบสวน
ทั้งนี้พบว่าซองเงินต่างๆ มีตัวเลขยอดเงินแต่ละซองแตกต่างกัน บางซองมีเงินถึง 1.6 ล้านบาท บางซองมียอดเงินหลักหมื่น แต่มีเศษปลีกย่อยหลักร้อย ซึ่งสอดคล้องกับพยานที่ระบุว่าการเรียกรับเงินคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของงบประมาณที่ได้รับ ทำให้ยอดเงินแตกต่างกันออกไป
นอกจากนี้พบว่ายังมีหลักฐานสำคัญ เป็นคลิปเสียงสนทนาในขณะเจรจาส่งมอบซองเงินรายเดือน ซึ่งสอดคล้องกับซองเงิน ของกลางที่ตรวจยึดได้จากลิ้นชักห้องทำงานนายรัชฎา รวมทั้งบทสนทนาการต่อรองเงินค่าวิ่งเต้นโยกย้ายตำแหน่ง ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นภายในหน่วยงาน โดยมีเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯรายหนึ่งถูกร้านค้าฟ้องร้องดำเนินคดี เพราะติดค้างเงินค่าน้ำมันและวัสดุของใช้ต่างๆ เป็นเงินกว่า 4 แสนบาท แต่หาเงินมาคืนไม่ได้เพราะนำเงินที่เบิกมาแล้วส่งให้นายรัชฎาไปหมดแล้ว

ขณะที่นายชัยวัฒน์ยืนยันไม่ได้มีเรื่องขัดแย้งเป็นการส่วนตัวอะไรกับนายรัชฎา แถมระบุว่าก่อนหน้านี้เคยได้เข้าพูดคุย ขอร้องว่าอย่า เก็บเงินแบบนี้เลย มันไม่ถูกต้อง เพราะการทำงานของเจ้าหน้าที่ อุทยานก็ลำบากมากพออยู่แล้ว ชีวิตเดินป่า ลาดตระเวน ปกป้องป่าแทบจะไม่มีความสุข แล้วต้องกระเบียดกระเสียรหาเงินให้นาย มันไม่ถูกต้อง
“ช่วงปลายต.ค. เข้าไปคุยกับอธิบดี หลังจากกลับเข้ารับราชการเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2565 ซึ่งทั้งเดือนก็อยู่ช่วยน้ำท่วมที่จ.อุบลราชธานี และศรีสะเกษ ก็เจอปัญหาเจ้าหน้าที่เราต้องไปกู้เงิน จำนำรถ เพื่อเอาเงินมาจ่ายในระบบ จึงไปคุยกับอธิบดี บอกไม่ไหวหรอกเรื่องแบบนี้ ถ้าเก็บแบบนี้เขาจะทำงานอย่างไร เมื่อก่อนก็ไม่มีเก็บแบบนี้ แต่คุยแล้วเขาไม่ยอม ยืนยันจะให้จ่ายแบบเดิม จึงจำเป็นต้องนำข้อมูลส่งต่อ เจ้าหน้าที่ จนถูกจับกุมในที่สุด”
เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันต่อไป!!!