ศูนย์วิจัยกรุงไทยฟันธง ราคาสินค้าหมวดพื้นฐานจ่อคิวขึ้นราคาเพียบ รับราคาพลังงานสูงต่อเนื่อง เคาะเป้าเงินเฟ้อปี 2566 ขยายตัว 3.1% กดดัน แบงก์ชาติปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งช่วงครึ่งปีแรก
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ได้ออกบทวิเคราะห์ โดยระบุว่าคาดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2566 มีแนวโน้มอยู่ที่ 3.1% สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2560-2562 ที่ 0.18% จากราคาพลังงานที่มีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง รวมทั้งค่าไฟฟ้าที่ปรับเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้า (ไม่รวมบ้านอยู่อาศัย) รอบเดือนม.ค.-เม.ย.2566 เพิ่มขึ้นเป็น 5.33 บาทต่อหน่วย จากเดิม 4.72 บาทต่อหน่วย และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซล คาดว่าจะสูงเนื่องจากต้องเก็บเงินชดเชยเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบถึง 1.2 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ราคาสินค้าในหมวดพื้นฐานมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นรอบด้าน โดยในช่วงครึ่งปีแรกอัตราเงินเฟ้อจะอยู่สูงกว่าเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และอาจเป็นปัจจัยให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกอย่างน้อย 2 ครั้งในช่วงครึ่งปีแรก
สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนธ.ค.2565 ขยายตัว เร่งขึ้น 5.89% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้อง กับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 5.9% จากราคาหมวดอาหารสดที่เร่งขึ้น 8.91% และเร่งขึ้นจากเดือนพ.ย.2565 ที่ 8.08% ตามราคากลุ่มข้าว แป้ง และผลิตภัณฑ์จากแป้ง รวมถึงกลุ่มผักสด อีกทั้งจากราคาหมวดพลังงานที่เร่งขึ้น 14.62% ตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจากผลของฐานที่ต่ำลงในเดือนธ.ค.2564 ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมหมวดอาหารสดและพลังงาน) ทรงตัวที่ 3.23% โดยราคาสินค้าส่วนใหญ่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ อาหารสำเร็จรูป ค่าโดยสารสาธารณะ ค่าห้องพักโรงแรม
ส่วนอัตราเงินเฟ้อปี 2565 ขยายตัวที่ 6.08% สูงสุดในรอบ 24 ปี นับตั้งแต่ปี 2541 จากปัจจัยด้านต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะหมวดพลังงาน ปรับเพิ่มขึ้น 24.5% จากความขัดแย้งรัสเซียและยูเครนและค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขณะที่ราคาอาหารสด เร่งตัวสูงถึง 6.8% จากราคาเนื้อสุกรไก่และไข่ที่เพิ่มขึ้นตามต้นทุนอาหารสัตว์และราคาผัก ปัญหาอุทกภัย
ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานขยายตัว 2.51% เร่งขึ้นจากปีก่อนที่ 0.23% จากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นเป็นระยะเวลานานสะท้อนดัชนีราคาผู้ผลิตที่เฉลี่ยทั้งปีปรับเพิ่มขึ้น 10.4% ทำให้ผู้ประกอบการทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าในหลายหมวด เช่น อาหารสำเร็จรูป และค่าโดยสารสาธารณะ