การเมืองไทยในสมัยหน้า หมายถึงเมื่อมีการ เลือกตั้งครั้งใหม่ในอีกไม่นานนี้ ว่ากันว่าจะถึงเวลาที่เครือข่ายอำนาจ 3 ป. จะมาถึงจุดเปลี่ยนแปลง โดย ป.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แยกทางไปเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรครวมไทยสร้างชาติ ส่วน ป.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคพลังประชารัฐ ขณะที่ ป.ป๊อก อนุพงษ์ เผ่าจินดา จะอำลาการเมือง ไปใช้ชีวิตสุขสบายตามลำพัง
สนามการเมืองสมัยต่อไป จะเหลือเพียง 2 ป. และแยกทางกันเดินชัดเจน
ทำไมจึงต้องแยก เพราะมีเรื่องไม่ลงตัว รวมทั้งความสัมพันธ์ไม่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน
มีข่าวยืนยันได้ว่า เดิมที พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้คิดจะไปอยู่พรรคใหม่ แต่ตั้งใจจะเข้าพลังประชารัฐเต็มตัว
โดยต้องการเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เสียเอง!
จุดนี้แหละที่คุยกันไม่ลงตัว ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจย้ายพรรค
ข้อเสนอที่ต้องการเป็นหัวหน้าพลังประชารัฐเองของ พล.อ.ประยุทธ์นั้น ทำให้ พล.อ.ประวิตรตัดสินใจได้ยาก เพราะเป็นคนสร้างพรรคนี้มากับมือ
แต่ลงเอยก็ยอม โดยจะขึ้นเป็นประธานพรรค แล้วให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวหน้าพรรค
ไปๆ มาๆ พล.อ.ประยุทธ์ อาจคิดว่า ประธานพรรคจะใหญ่กว่าหัวหน้าพรรค ก็เลยตัดใจไปอยู่พรรคใหม่ดีกว่า
จึงน่าเชื่อว่า เป็นการแยกกันเดิน เพราะเดินต่อไปด้วยกันได้ยาก
ยิ่งเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ทิ้งพลังประชารัฐ แต่ดูดคนของพรรคเดิมไปด้วย ก็ยิ่งส่งผลให้สัมพันธ์ร้าวฉานมากขึ้น!!
อย่างไรก็ตาม เซียนการเมืองมองกันว่า ถึงนาทีนี้ ความจัดเจนในสนามเลือกตั้งของพรรคบิ๊กป้อม ยังดูดีกว่าพรรคบิ๊กตู่อยู่มาก
น่าเชื่อว่าพลังประชารัฐจะได้ส.ส.ที่เหนือกว่า
แล้วเมื่อพลังประชารัฐไม่มี พล.อ.ประยุทธ์แล้ว ยิ่งเปิดกว้างในการเจรจาจับมือตั้งรัฐบาลกับพรรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
แม้แต่กับพรรคใหญ่ในขั้วประชาธิปไตย
ที่สำคัญ พล.อ.ประวิตรยังมีไพ่สำคัญถือในมือ
นั่นคือ มีส.ว.ในสายตัวเอง โดยมีถึงครึ่งวุฒิสภา ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ มี ส.ว.เหลืออยู่ในมืออีกส่วนหนึ่ง แต่จากนี้ไปจะมาอ้าง 250 ส.ว.อย่างเต็มปากเต็มคำไม่ได้
จะเอาส.ว.มาใช้ต่อรองกับพรรคต่างๆ หรือใช้ดูดส.ส.เข้ามา คงไม่ได้อีกแล้ว
การเมืองในสมัยหน้า นอกจากถึงยุค 3 ป.แยกย้ายไปคนละทาง
เหลือเพียง 2 ป. ที่จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ คนละพรรค ต้องสู้กันเองเสียแล้ว!