คดีสลดกลางเมืองร้อยเอ็ดที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ม.ค. สร้างคำถามให้กับสังคมถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างผู้คนปกติกับผู้ที่มีประวัติต้องโทษ ว่าภาครัฐมีมาตรการติดตามป้องกันไม่ให้กลับมาก่อเหตุซ้ำ ได้กระทำอย่างจริงจังมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีประวัติเสพยาเสพติด

ย้อนไปเมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 6 ม.ค. ร.ต.อ.สัญชาติ สวัสดิ์ผล รองสว.(สอบสวน) สภ.เมืองร้อยเอ็ด รับแจ้งเหตุคนร้ายบุกแทงนักเรียนหญิง บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านเล้าวิทยาคาร อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด หลังรับแจ้งจึงนำกำลังเจ้าหน้าที่รุดไปที่เกิดเหตุพบครูผู้ชาย 2 คน ช่วยกันจับตัวนายปรีชา วิชัยศร อายุ 36 ปี ชาว ต.หนองแก้ว อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด ผู้ก่อเหตุเอาไว้ได้

ขณะที่เด็กนักเรียนหญิงผู้ถูกก่อเหตุชื่อ ด.ญ.นารินทร์ สูงสว่าง อายุ 14 ปี นักเรียนชั้น ม.2 หลังเกิดเหตุครูรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา

ด.ญ.นารินทร์ สูงสว่าง ผู้ตาย

สอบสวนครูผู้อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า สังเกตเห็นคนร้ายขับจักรยานยนต์ตามท้ายรถรับส่งนักเรียนมา ก็คิดว่าเป็นผู้ปกครองของเด็ก ตามเอาเงินมาให้นักเรียนหรือเปล่า เมื่อเห็นชายคนดังกล่าวจอดรถแล้ว ในขณะที่เด็กนักเรียนกำลังลงรถเพื่อเข้าโรงเรียน คนร้ายได้เดินเข้ามาหาตนและยิ้มให้ จากนั้นก็ได้ควักมีดออกมาแล้วโหนราวบันไดท้ายรถรับส่งนักเรียนขึ้นไปบนรถ

คนร้ายมองหา ด.ญ.นารินทร์ จากนั้นพูดจาในทำนองขู่ฆ่าล้างโคตรแล้วจ้วงแทง ท่ามกลางความตกตะลึงของนักเรียนและครู ตนรีบเรียกตะโกนให้คนในชุมชนเข้ามาช่วยเหลือ และไปดึงกุญแจรถจักรยานยนต์ของคนร้ายออกเพื่อกันไม่ให้ขับหนี จากนั้นก็เข้าไปช่วยกันจับไว้ ก่อนที่ตำรวจจะเข้ามารับตัว

ขี่จยย.ตาม

จากการตรวจสอบประวัติทราบว่า ผู้ต้องหาเคยถูกดำเนินคดีมาแล้ว 4 ครั้ง ล่าสุดคดีอาวุธปืน เพิ่งพ้นโทษออกจากเรือนจำมาได้ไม่กี่วัน และผู้ต้องหายังเป็นญาติกับนักเรียนที่เสียชีวิตอีกด้วย

เบื้องต้นนายปรีชาพูดจาในทำนองขู่ฆ่าล้างโคตรแล้วจ้วงแทงท่ามกลางความตกตะลึงของนักเรียนและครู ให้การวกวนคล้ายคน เมายา อ้างว่าเจ็บท้อง ถูกเด็กวางยาในน้ำดื่ม ทำให้ท้องเสีย จึงโมโหและขับขี่รถจักรยานยนต์ตามมาก่อเหตุ

หลังคุมตัวไปสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด ตำรวจตรวจหาสารเสพติด แต่ปรากฏไม่พบสารเสพติดในตัวคนร้าย เบื้องต้นถูกแจ้งข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพกพาอาวุธมีดไปในที่สาธารณะฯ”

สำหรับมูลเหตุในการก่อเหตุเบื้องต้น จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่า คนร้ายบอกว่ามีอาการเจ็บท้องมาก เนื่องจากคิดไปเองว่าเด็กวางยาในน้ำ แล้วทำให้ท้องเสีย ทำให้เกิดอาการโมโหจึงได้ก่อเหตุสลด ดังกล่าวขึ้น ซึ่งระหว่างที่ให้การได้มีนายแพทย์ทางจิตเวชจากโรงพยาบาลร้อยเอ็ด นั่งฟังและสอบถามระหว่างสอบสวนเป็นระยะ

ขณะที่ศพของเด็กหญิงเหยื่อฆาตกรโหด ญาติจะนำไปบำเพ็ญกุศลที่วัดปราสาทศรัทธาธรรม บ้านเหล่าโนนทัน ม.10 ต.หนองแก้ว และประชุมเพลิงเวลา 16.00 น. วันที่ 8 ม.ค.

หลังเกิดเหตุการณ์ที่ผู้พ้นโทษก่อเหตุสยองขึ้น ทำให้เกิดคำถามว่าผู้ที่เกี่ยวข้องปล่อยให้ผู้ต้องขังที่มีอาการหลอนยาเช่นนี้ออกมาสู่สังคม โดยไม่มีการติดตามดูพฤติกรรมได้อย่างไร

ตร.คุมตัวดำเนินคดี

นายสิทธิ สุธีวงศ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ โฆษกกรมราชทัณฑ์ ต้องรีบออกมาชี้แจงว่า จากการตรวจสอบข้อมูลพบนายปรีชา เป็นอดีตผู้ต้องขังที่ปล่อยตัวพ้นโทษจากเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อตรวจสอบทะเบียนประวัติ พบว่าเคยกระทำผิดครั้งแรก ในคดีทำร้ายร่างกาย และครั้งที่สองในคดีทำร้ายร่างกาย ครั้งนี้เป็นกระทำผิดเป็นครั้งที่ 3 ในคดีมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต จึงจัดอยู่ชั้นต้องปรับปรุงมาก และได้จำคุกครบตามหมายศาล เป็นระยะเวลา 8 เดือน พ้นโทษเมื่อวันที่ 28 ธ.ค.65 ที่ผ่านมา

เรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ดได้ตรวจสอบข้อมูลด้านการประเมินสุขภาพจิต (แบบประเมินของกระทรวงสาธารณสุข) จากสถานพยาบาลของเรือนจำ พบประวัติเคยใช้สารเสพติดมาก่อน แต่ขณะที่ถูกควบคุมอยู่ภายในเรือนจำผู้ต้องขังดังกล่าวไม่ได้มีพฤติกรรมที่ชี้ให้เห็นว่ามีอาการทางจิต อีกทั้งทางเรือนจำยังได้ประเมินสุขภาพจิตอย่างละเอียดแล้ว ไม่พบว่ามีความผิดปกติก่อนปล่อยตัวแต่อย่างใด และไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่ม Watchlist เนื่องจากการกระทำผิดที่ผ่านมาเป็นคดีที่ไม่เข้าข่ายตาม พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง หรือกฎหมาย JSOC ดังนั้น เมื่อกรมราชทัณฑ์ได้จำคุกครบตามกำหนดโทษแล้ว จึงไม่มีอำนาจในการควบคุมตัวไว้ต่อไป และกรมราชทัณฑ์ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต

นายปรีชา วิชัยศร มือมีด

นายสิทธิกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมราชทัณฑ์ได้เน้นย้ำในมาตรการตรวจคัดกรองสภาวะสุขภาพจิตของผู้ต้องขังและคัดกรองการติดยาเสพติด รวมถึงคัดกรองผู้ต้องขังที่เสพสุราและมีภาวะถอนพิษสุราแบบรุนแรงทุกราย และขณะนี้พร้อมขับเคลื่อนกฎหมาย JSOC ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ได้ผลักดันจนสำเร็จ เพื่อกลั่นกรองผู้ต้องขังที่จัดอยู่ใน Watchlist ซึ่งเมื่อพ้นโทษแล้วต้องติดกำไลอีเอ็มหลังพ้นโทษเพื่อป้องกันสังคมจากบุคคลอันตรายเหล่านี้ให้ได้

หนึ่งชีวิตที่เสียไป เพราะระบบการจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ

เกรียงศักดิ์ ธนสีลังกูร เรื่อง/ภาพ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน