ยกระดับกลายเป็นประเด็นการเมืองไปแล้ว สำหรับการเปิดโปงกลุ่มธุรกิจจีนสีเทา ที่มีต้นตอจากการทลายผับจินหลิง มาจนถึงการแฉมาเฟียจีนในไทยโดยนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ตามด้วยการติดตามการสืบสวนสอบสวนเครือข่ายตู้ห่าว
ที่เปิดโปงทั้งการเข้ามาในประเทศ การได้วีซ่านักศึกษา และมูลนิธิต่างๆ ที่ช่วยเหลือเกื้อกูล ตลอดไปจนถึงตำรวจตรวจคน เข้าเมืองที่ประทับลงตรา
ส่วนเรื่องคดีความก็ตั้งประเด็นการไม่ตั้งข้อหาฟอกเงิน อันจะทำให้หลุดพ้นในชั้นศาล พุ่งเป้าไปตำรวจว่าทำสำนวนไม่รัดกุม ต่อมาก็ไปถึงอัยการ และหน่วยงานอื่นๆ
ล่าสุดกลายเป็นประเด็นใหญ่ เมื่อเปิดโปงว่ายังมีหุ้นส่วน ทางธุรกิจที่ทำกิจการให้เช่ารถทัวร์ รับนักท่องเที่ยว โดยบริษัทที่มีชื่อของหลานนายกฯ ประยุทธ์ เป็นเจ้าของ
พร้อมตั้งคำถามว่าเมื่อเป็นเช่นนี้จะมีใครกล้าตรวจสอบ และนำข้อมูลส่งส.ส.ก้าวไกลให้ใช้อภิปรายในสภา
จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะต้อง ออกมาชี้แจงให้ชัดเจน
ไม่เช่นนั้นคงปฏิเสธไม่ได้ว่าจะกระทบต่อภาพลักษณ์ การเลือกตั้งใหญ่ครั้งที่จะมาถึง ในฐานะนักการเมืองเต็มตัว
ไม่มากก็น้อย!!!

เปิดตัวพยาน
■ ชูวิทย์แฉต่อแก๊งจีนสีเทา
หลังจากเปิดโปงเรื่องทุนจีนสีเทา เครือข่าย ‘ตู้ห่าว’ ชัยณัฐร์ กรณ์ชายานันท์ นักธุรกิจชาวจีน สัญชาติไทย ของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่เปิดหมดทั้งเส้นทางการเงิน การเข้ามาของคนจีน ในไทย ว่ามีกระบวนการอย่างไรบ้าง
ก็ถึงคิวพุ่งเป้าไปที่สำนวนการสอบสวนของตำรวจบช.น. และตั้งคำถามถึงการทำงานของพล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น.
โดยเมื่อวันที่ 5 ม.ค. นายชูวิทย์แถลงอ้างว่าเป็นความ ผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ในการทำคดีตู้ห่าว ทำคดีเก็บหลักฐานแบบเว้นวรรค อ้างป.ป.ส.ไม่ให้เข้าพื้นที่เก็บข้อมูล แต่ ป.ป.ส.ยืนยันไม่มีระเบียบดังกล่าว พร้อมทั้งถามว่าได้สอบสวนผู้หญิงที่อยู่ในกล้องวงจรปิดที่นำเงิน 6 แสนบาทไปมอบให้ตำรวจเพื่อปล่อยรถของกลางหรือไม่
รวมทั้งตำรวจที่ปล่อยตัวผู้ต้องหาที่เป็นหลานของตู้ห่าวไปนั้น ล่าสุดได้มีการดำเนินคดีแล้วหรือไม่ อย่างไร
พร้อมทั้งเปิดแผนผังผับจินหลิง ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยานนาวา บุกจับก่อนหน้านี้ ระบุว่าไม่ใช่แค่สถานบันเทิงที่จำหน่ายยาเสพติดเท่านั้น แต่พื้นที่ดังกล่าวยังแบ่งเป็น 3 โซน คืออาคารจินหลิง ที่เป็นผับ และจำหน่ายยาเสพติด ร้านล้างรถวิบวับ และอีกส่วนคืออาคารลีลา ที่เป็นบ่อนการพนัน ระดับกาสิโน
ซึ่งทั้งหมดติดกล้องวงจรปิดไว้ทั้งหมด 4 เซิร์ฟเวอร์ แบ่งเป็นที่ผับจินหลิง และร้านล้างรถ 2 เซิร์ฟเวอร์ มีกล้องวงจรปิด 40 ตัว ส่วนที่กาสิโนลีลา มี 2 เซิร์ฟเวอร์ กล้อง 68 ตัว ถ่ายทุกมุม แต่ตอนส่งรายงานขอตรวจสอบพยานหลักฐาน มีเพียง 2 ตัว และถูกขีดฆ่าเหลือ 1 ตัว
จึงตั้งคำถามว่าหากเป็นอย่างนี้จะเชื่อมั่นได้เพียงไหน
พร้อมกันนั้นได้นำพยานมาเปิดตัวนับสิบคน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่เคยเบิกเงินสดให้ตู้ห่าว จากธนาคารแห่งหนึ่ง พร้อมระบุว่าเป็นเงินที่ส่งมาจากจีน ส่วนอีกกลุ่มเป็นบรรดาผู้รับเหมา ที่ถูกว่าจ้างปรับปรุงร้าน ก่อสร้างร้านและอาคารต่างๆ แต่ไม่ยอม จ่ายค่าจ้าง รวมแล้วหลายสิบล้านบาท
ไม่เพียงแค่นั้นยังตั้งคำถามอีกว่าทำไมถึงดำเนินคดีนี้ล่าช้า หรือเพราะมีความสัมพันธ์บางอย่าง หลังจากพบว่าบริษัทนอมินีของ ตู้ห่าวบริษัทหนึ่ง เกี่ยวโยงกับธุรกิจเช่ารถของหลานพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
พาดพิงถึงพล.อ.ประยุทธ์ชัดเจน!!!

■ โยงหลานตู่-จ่อซักฟอกในสภา
ภายหลังจากการเปิดโปง ทำให้สื่อต้องตั้งคำถามพล.อ.ประยุทธ์ หลังจากลงพื้นที่ที่จ.สิงห์บุรี พล.อ.ประยุทธ์ ก็แสดงท่าทีฉุนเฉียว ไม่ตอบคำถามสื่อ
ต่อมาวันที่ 9 ม.ค. ในงานเปิดตัวพล.อ.ประยุทธ์ เข้าสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ นายชูวิทย์ ก็เดินทางไปที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สถานที่จัดงาน พร้อมจุดเทียนแถลงข่าวเพื่อทวงถามนายกฯ ถึงการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะเรื่องทุนจีนสีเทา พร้อม ขอให้พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่ามีเครือญาตินายกฯ เข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจรถเช่าหรือไม่
โดยต่อมานายหิมาลัย ผิวพรรณ หรือเสธ.หิ ได้ออกมาเชิญ นายชูวิทย์เข้าไปพบกับพล.อ.ประยุทธ์ โดยใช้เวลาพูดคุยกันนานประมาณ 10 นาที
แม้ออกมาจะบอกว่าพอใจที่พล.อ.ประยุทธ์ รับฟังข้อมูลด้วย ตัวเอง แต่ขอเวลาตรวจสอบ ทั้งเรื่องหลานของตัวเองและเรื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจทำสำนวน

ส่งข้อมูลก้าวไกล
ขณะที่นายชูวิทย์ยังคงไม่หยุด แถมลุยต่อด้วยการบุกสภา นำข้อมูลการทุจริตของกลุ่มจีนสีเทา มอบให้กับนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 พร้อมระบุว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่ไม่เคยเปิดเผยกับสื่อมาก่อน คิดว่าเป็นข้อมูลที่ควรพูดในสภา
ด้านนายรังสิมันต์ก็ระบุว่า พรรคก้าวไกลจะตั้งทีมศึกษา เพื่อเจาะลึกข้อมูลแสวงหาข้อเท็จจริงจากแหล่งข่าวต่างๆ และจะนำมาอภิปรายในสภาอย่างแน่นอน และฝากถึงประธานสภาว่าการอภิปรายอาจมีการพาดพิงบุคคลที่ 3 แต่ก็จะระมัดระวังให้มากที่สุด ส่วนที่ต้องพาดพิงก็เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ
เป็นประเด็นที่ขยายจากธุรกิจผิดกฎหมายมาเป็นเรื่องการเมือง

ผบ.ตร.ส่งสำนวนอัยการ
■ ผบ.ตร.ส่งอัยการฟ้องตู้ห่าว
ขณะที่เรื่องของคดี พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ยืนยันว่าตำรวจทำคดีตู้ห่าวอย่างตรงไปตรงมา สำนวนเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว มั่นใจในพยานหลักฐานว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะลงโทษผู้กระทำผิดในคดีนี้ได้
ส่วนกรณีที่มีตำรวจเข้าไปพัวพันในเรื่องนี้ด้วย แบ่งเป็นคดีหลักคือ คดีฟอกเงิน ซึ่งเป็นพ.ต.อ.หญิง ภรรยาของนายตู้ห่าว เกี่ยวข้องกับคดีหลักคือคดีฟอกเงิน ส่วนอีก 5 นาย ทั้ง รองผบก.น.6, พลขับ, รองผกก.จร.สน.ลาดพร้าว และพนักงานสอบสวนสน.ยานนาวา 2 นาย รวมทั้งหมด 6 นาย ตั้งคณะกรรมการวินัยร้ายแรงไปแล้ว และส่งสำนวนการดำเนินคดีไปที่ป.ป.ช. โดยเมื่อวันที่ 9 ม.ค.2566 ที่อยู่ในอำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และอยู่ในอำนาจของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)
สั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้วทั้งหมด 6 นาย
ส่วนประเด็นรถทัวร์ที่เป็นของหลานนายกฯ ที่มีข่าว การทำธุรกิจกับกลุ่มจีนเทา สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง เบื้องต้นไปแล้ว ซึ่งข้อมูลจากป.ป.ส.มาส่วนหนึ่งว่า รถทัวร์ ที่หลานนายกฯ ไปทำธุรกรรมการเช่าซื้อ เรื่องการทำธุรกิจ ท่องเที่ยวมีมาตั้งแต่ปี 2562 ประมาณ 33 คัน จากจำนวนหลายร้อยคันที่นายตู้ห่าวทำธุรกิจ
ต่อมาวันที่ 13 ม.ค. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ นำสำนวนทั้งหมด ส่งอัยการสั่งฟ้อง เผยสอบพยานบุคคล 444 ปาก สืบพยาน ล่วงหน้า 20 ปาก ตรวจยึดทรัพย์สิน 5,345 ล้านบาท มีพยานเอกสาร พยานนิติวิทยาศาสตร์ และอื่นๆ กว่า 67 แฟ้ม 26,892 แผ่น สอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมด 43 คน แบ่งเป็นบุคคลธรรมดา 38 คน นิติบุคคล 5 ราย
ในส่วนของบุคคลธรรมดา 38 คน จับกุมดำเนินคดีแล้ว 20 คน ยังหลบหนี 18 คน สั่งการให้เร่งรัดติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี ให้ได้โดยเร็ว ส่วนผู้ต้องหาที่เป็นนิติบุคคลอีก 5 บริษัทแจ้งข้อหาดำเนินคดีแล้วเช่นกัน
พร้อมยืนยันพล.อ.ประยุทธ์ กำชับสั่งการเน้นย้ำให้ดำเนินคดี ตรงไปตรงมา ตามพยานหลักฐานอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการกระทำผิดของกลุ่มเครือข่ายทุนจีนสีเทา
ส่วนผลของคดีจะเป็นอย่างไร คงต้องติดตาม!!!