ต้นปี 2565 สำนักงานเศรษฐกิจ (สศก.) คาดการณ์เศรษฐกิจ (จีดีพี) ภาคเกษตรจะขยายตัว 2-4% สภาพอากาศเหมาะสม ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่สำคัญและในแหล่งน้ำตามธรรมชาติมากขึ้น เพียงพอสำหรับการเพาะปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และทำประมง รวมถึงสภาพอากาศโดยทั่วไปที่เอื้ออำนวย ทำให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้น ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดในช่วงปีที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดี จูงใจให้เกษตรกร เพิ่มการผลิตและมีการบำรุงดูแลรักษามากขึ้น
จากภาพรวมสาขาพืช สาขาบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้ ขยายตัว ขณะที่สาขาปศุสัตว์และสาขาประมงหดตัว ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุน คือ ปริมาณน้ำฝน ในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 มีมากกว่าปี ที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ ที่สำคัญ และในแหล่งน้ำตามธรรมชาติ มากขึ้น เพียงพอสำหรับการเพาะปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และทำประมง
การบริหารจัดการน้ำและให้ความ ช่วยเหลือแก่เกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติ การยกระดับสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐาน และบริหารจัดการสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงการขยายช่องทาง การตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ทำให้เกษตรกรสามารถทำการผลิตได้ต่อเนื่องและ มีช่องทางในการจำหน่ายสินค้าเกษตรมากขึ้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ โครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” และ “คนละครึ่ง” ทำให้เกิดการบริโภคสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มขึ้น การเปิดประเทศและเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว
สถานการณ์เศรษฐกิจด้านการเกษตรทำท่าจะไปได้สวย หลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มซาลง ความชัดเจนของหลายประเทศเริ่มกลับมาเปิดให้มีการกิจกรรมด้านเศรษฐกิจ มีการไปมาหาสู่ เปิดให้มีการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างกันได้ นำมาสู่การบริโภคที่สูงขึ้นทั่วโลก เห็นได้จากภาวะเศรษฐกิจการเกษตร (จีดีพี) ไตรมาส 1 ปี 2565 ขยายตัว 4.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 ส่วนจีดีพีไตรมาส 2 ของปี 2565 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ซึ่งขยายตัวเติบโตดีต่อเนื่องจากไตรมาส แรกของปี 2565 ที่ขยายตัว 4.4% เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยมากขึ้น ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติมีเพียงพอ ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดอยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้เกษตรกรขยายการเพาะปลูกมากขึ้นเนื่องจากฝนที่ตกต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางปี 2564 ถึงต้นปี 2565
แต่จากสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (เอเอฟเอส) ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปีในประเทศเพื่อนบ้าน และเกษตรกรรายย่อยที่มีประมาณ 30% ของเกษตรกรเลี้ยงเลิกเลี้ยงหมูเพราะเสี่ยงหมูอาจตายหากมีการระบาดของโรคเอเอสเอฟเกิดขึ้นในไทย ส่งผลให้สาขาปศุสัตว์ หดตัว 3% โดยสินค้าปศุสัตว์ที่ลดลง ได้แก่ สุกร ไข่ไก่ และน้ำนมดิบรวมถึงการลดลงสาขาประมง หดตัว 2.0% เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน มีมรสุมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ประกอบกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลต่อต้นทุนการทำประมง โดยสัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือมีปริมาณลดลงอย่างมาก ขณะที่ปลานิลและปลาดุกมีผลผลิตลดลงเช่นเดียวกัน เนื่องจากเกษตรกร บางรายลดปริมาณการปล่อยลูกพันธุ์ปลาเพื่อลดภาระต้นทุนค่าอาหารที่สูงขึ้น ประกอบกับฝนตกชุกต่อเนื่องในช่วงเดือนส.ค. 2565 และอิทธิพลของพายุโนรูในช่วงปลายเดือนก.ย. 2565 ส่งผลให้เกิดอุทกภัยในแหล่งเลี้ยงปลานิลและปลาดุกในพื้นที่ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ส่งผลให้จีดีพีเกษตรภาพรวมขยายตัวได้เพียง 0.8% ซึ่งห่างเป้าหมายที่วางไว้
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ปี 2565 จีดีพีเกษตรภาพรวมขยายตัวได้เพียง 0.8% ซึ่งห่างเป้าหมายที่วางไว้ที่ 2.4% โดยสาขาพืช สาขาบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้ ขยายตัว ขณะที่สาขาปศุสัตว์และสาขาประมงหดตัว ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุน ทั้งในเรื่องของปริมาณน้ำฝน ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ รวมถึงสภาพอากาศ ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดในช่วง ปีที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดี จูงใจให้เกษตรกรเพิ่มการผลิตและมีการบำรุงดูแลรักษามากขึ้น
ส่วนปัจจัยเสี่ยง ในเรื่องของปรากฏการณ์ลานีญาที่มีกำลังแรงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี รวมถึงอิทธิพลของลมมรสุมและพายุที่เข้ามาหลายระลอกในช่วงไตรมาส 3 ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคเหนือ ซึ่งพื้นที่ทางการเกษตรและผลผลิตบางส่วนได้รับความเสียหาย ประกอบกับราคาปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรสูงขึ้นด้วย
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการระบาดของโรคสัตว์ ทำให้ มีการชะลอการเลี้ยง ควบคุมปริมาณการผลิต และปัจจัยภายนอกประเทศ อาทิ ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อ มาตรการ Zero-COVID ของจีน และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทย
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2566 คาดว่า จะขยายตัวอยู่ในช่วง 2.0-3.0% โดยมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่มีเพียงพอสำหรับการทำเกษตร การดำเนินนโยบายและมาตรการของภาครัฐ ด้านการเกษตรในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง และเศรษฐกิจไทยปี 2566 ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2566 ยังมีปัจจัยเสี่ยงและสถานการณ์สำคัญที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีความแปรปรวนมากขึ้น ราคาปัจจัยการผลิตที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ทั้งราคาน้ำมัน ปุ๋ย สารเคมีกำจัดโรคและแมลง และวัตถุดิบอาหารสัตว์ การระบาดของโรคพืชและสัตว์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะ ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อ รวมถึง ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ที่อาจกลับมาระบาดเป็นวงกว้างอีกครั้ง ซึ่งส่งผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศและเศรษฐกิจโลก
ปี 2565 จีดีพีเกษตรภาพรวมขยายตัวได้เพียง 0.8% ซึ่งห่างเป้าหมายที่วางไว้ที่ 2.4% ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรปี 2566 คาดขยายตัวอยู่ในช่วง 2.0-3.0% โดยมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีเพียงพอสำหรับการทำเกษตร การดำเนินนโยบาย และมาตรการของภาครัฐด้านการเกษตรในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง ส่วนปัจจัยเสี่ยงและสถานการณ์สำคัญที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีความแปรปรวนมากขึ้น
ราคาปัจจัยการผลิตที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ทั้งราคาน้ำมัน ปุ๋ย สารเคมีกำจัดโรคและแมลง และวัตถุดิบอาหารสัตว์ การระบาดของโรคพืชและสัตว์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อ รวมถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่อาจกลับมาระบาดเป็น วงกว้างอีกครั้ง ซึ่งส่งผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศและเศรษฐกิจโลก
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า จากการได้รับรายงานความเสียหาย จากผลกระทบน้ำท่วมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด เสียหายไม่มาก ประมาณ 20% ของพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกข้าว และปีนี้ยังพบว่าผลผลิตต่อไร่ยังสูงเฉลี่ย 400-500 กิโลกรัมต่อไร่ และแม้จะพบว่า เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีลดลง แต่ด้วยปีนี้น้ำดีส่งผลดีต่อผลผลิตข้าวในปีนี้ไม่ลดลง ทำให้ ปริมาณข้าวต่อไร่ดีขึ้น ขณะที่ราคาข้าว เกษตรกรส่วนใหญ่ยังพอใจกับราคาที่มีการซื้อ-ขาย โดยเฉลี่ยไม่ต่ำตันละ 11,500-12,000 บาท
ส่วนข้าวหอมมะลิ ส่วนข้าวเปลือกเจ้า (ข้าวขาว) ไม่ต่ำกว่าตันละ 9,000 บาท แต่จากนี้ต่อไปอยากให้เกษตรกรลดต้นทุน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถแข็งขันได้ โดยต้องลดต้นทุนโดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพราะปัจจุบันปุ๋ยยูเรีย ปรับราคาอยู่ที่ 1,500 ต่อกระสอบถือว่าแพงมาก
น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดี กรมปศุสัตว์ กล่าวว่า คาดผลผลิตสุกรในปี 2566 ตลอดทั้งปี จะมีจำนวนประมาณ 16-18 ล้านตัว ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่มีจำนวนสุกรอยู่ที่ 15.5 ล้านตัว ซึ่งในจำนวนดังกล่าว แบ่งเป็น การบริโภคในประเทศประมาณ 80-90% ที่เหลือ เป็นในส่วนของการส่งออกในรูปแบบ เนื้อแปรรูปไปยังต่างประเทศ อาทิ ส่งเนื้อปรุงสุกไปที่ญี่ปุ่น และส่งเนื้อดิบไปที่ฮ่องกง ส่วนราคาหน้าฟาร์มคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 96 บาทต่อกิโลกรัม (ก.ก.) มั่นใจว่าในปี 2566 ราคาสุกรจะปรับตัว ดีขึ้น ส่งผลทำให้เกษตรกรเริ่มมีการลงเลี้ยง ใหม่แล้ว
แม้ปัจจัยเสี่ยงในปี 2566 ส่วนใหญ่ยังเป็นปัญหาต่อเนื่อง มาจากปี 2565 อาทิ เรื่องราคาวัตถุดิบที่ยังทรงตัวสูง โรคระบาดในสุกร แม้เกษตรกรเริ่มมีการปรับตัวให้สามารถอยู่ได้บน ความเสี่ยงของโรคเอเอสเอฟแล้ว แต่ก็ยังต้องเฝ้าระวังอย่าง ใกล้ชิด และการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนจากต่างประเทศ ที่เป็น อีกตัวแปรสำคัญ ที่ส่งผลให้ราคาสุกรผันผวน และไม่เป็นไปตามกลไกตลาด
นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า ปี 2566 คาดไทยสามารถผลิตกุ้งได้ 3 แสนตัน เพิ่มขึ้น 7% จากปี 2565 แต่หากรัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือเรื่องของการดูแล เรื่องของ โรคระบาด ผลผลิตกุ้งน่าจะสามารถเพิ่มขึ้นได้ถึง 4 แสนตัน โดยปัจจัยที่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตกุ้งไทย ในปี 2566 ต้องจับตามอง ได้แก่ เรื่องของการเลือกตั้ง ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศผู้บริโภคกุ้งอย่างสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป อัตราเงินเฟ้อ ค่าเงินบาท และการเปิดประเทศของจีน จะทำให้การท่องเที่ยวไทยกลับมาดีขึ้นเกิดการบริโภคสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น
12 ปีกว่าย้อนหลัง ไทยสูญเสียโอกาสในการทำรายได้ จากผลผลิตกุ้งประมาณ 5 แสนล้านบาท หลังจากมีการระบาดในกุ้งเริ่มจากโรคตายด่วน ส่งผลให้กุ้งไม่โตผลผลิตลดลง โดยปี 2553 ไทยเคยมีผลผลิตกุ้งเกือบ 6.5 แสนตัน รายได้จากการส่งออกประมาณ 1 แสนตัน ล่าสุดปี 2565 ผลผลิตกุ้งลดลงเหลือ 2.8 แสนตัน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ลดลงประมาณ 57% จากปี 2553
จับตา “ลานีญา” ทำอากาศแปรปรวน กระทบผลผลิตด้านการเกษตร