นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า แนวโน้มการลงทุนปี 2566 ภายใต้เศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงและมีแนวโน้มชะลอตัว คาดว่าประเทศไทยจะสามารถรักษาระดับการลงทุนไม่ต่ำกว่า 5-6 แสนล้านบาท เนื่องจากไทยมีโครงสร้างพื้นฐานและฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง ไม่อยู่ในความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการส่งเสริมการลงทุนใหม่ ทำให้ไทยเป็นที่สนใจของนักลงทุน

ส่วนปี 2565 ที่ผ่านมา มีโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมทั้งสิ้น 2,119 โครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 41% เงินลงทุน 664,630 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% นับว่าเป็นมูลค่าที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดโควิด ส่วนการออกบัตรส่งเสริมซึ่งเป็นขั้นที่ใกล้จะลงทุนจริงมากที่สุดก็มีแนวโน้มที่ดีมีโครงการที่ออกบัตรส่งเสริม 1,490 โครงการ เพิ่มขึ้น 9% มูลค่าเงินลงทุน 489,090 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21%

“เป็นสัญญาณที่ดีว่าในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า จะมีการลงทุนจริง ที่มากขึ้น สำหรับการขอรับการส่งเสริมการลงทุนใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย มีเงินลงทุน 468,668 ล้านบาท คิดเป็น 71% ของมูลค่าการขอรับการส่งเสริมทั้งสิ้น โดยเงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มีมูลค่า 129,475 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน มีมูลค่า 105,371 ล้านบาท”

สำหรับยอดคำขอลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพิ่มเกือบเท่าตัว คิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการขอรับ การส่งเสริมทั้งหมด โดยมีการขอการรับส่งเสริม 637 โครงการ คิดเป็นเงินลงทุนรวม 358,833 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84%

ในส่วนคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) มีมูลค่า 433,971 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 36% โดยจีนมีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมสูงสุด 77,381 ล้านบาท รองลงมาเป็นญี่ปุ่น มูลค่า 50,767 ล้านบาท สหรัฐ มูลค่า 50,296 ล้านบาท สะท้อนผู้ลงทุนหลัก ทั้งจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐ เลือกปักหมุดลงทุนที่ไทยเพิ่มขึ้น ท่ามกลางการแย่งชิงเม็ดเงินลงทุนของประเทศต่างๆ ทั่วโลก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน