การเปิดเวทีปราศรัย “อีสานยามได๋ เพื่อไทย ทอนั่น” ณ ทุ่งศรีเมือง สำคัญ
สำคัญไม่เพียงเพราะ 1 เป็นเวทีแรกที่เปิดให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ปราศรัยหาเสียงตามขนบและธรรมนิยมการหาเสียงทางการเมืองครบรูป
นั่นก็คือ มิใช่เวที “ปิด” หากแต่เป็นเวที “สาธารณะ”
รูปการณ์แสดงออกเช่นนี้จึงเท่ากับเป็นการตอกย้ำ และยืนยัน 1 ซึ่งสำคัญ นั่นก็คือ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร คือแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค เพื่อไทยแน่นอน
นี่คือคนที่จะไปชนกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
รูปการณ์แห่งการจัด “เวที” มีความแจ่มชัด แต่ก็มิได้เป็นเรื่องใหม่หรือเวทีใหม่
ตรงกันข้าม เวทีในลักษณะใกล้เคียงกันนี้ ย่อมเห็นมาแล้วที่ศรีสะเกษภายใต้ชื่ออันมากด้วยความดุดันเป็นอย่างสูง “ตีหนู ไล่งูเห่า”
กระทั่งนำไปสู่การกวดตามจากพรรคการเมืองอื่น
ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐที่ชลบุรี ไม่ว่าจะเป็น พรรคประชาธิปัตย์ที่สงขลา ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย ที่พิจิตร
หรือแม้กระทั่งพรรครวมไทยสร้างชาติที่หอประชุมสิริกิติ์
การจัดเวทีในแบบ “รวมใจ รวมไทยสร้างชาติ” มิใช่พรรคการเมืองใดก็ทำได้
ตรงกันข้าม พรรคการเมืองนั้นๆ ต้องมี รากฐาน “มวลชน” รองรับอย่างเพียงพอ และที่สำคัญเป็นอย่างมากต้องมีเงินหนาอย่างมหาศาล
เพราะค่าเช่าหอประชุมก็หลายล้านบาทไปแล้ว
ยังการจัดหาพาหนะในการนำ “มวลชน” มาปรากฏตัวพร้อมกับเสื้อทีมและป้ายไวนิลครบครัน อีกเล่า ขบวนการรถจึงต้องพร้อมเพรียง
เป็นความพร้อมเพรียงด้วยเงินและการบริหารจัดการ
เชื่อได้เลยว่า หลังเวที “อีสานยามได๋ เพื่อไทยทอนั่น” จะต้องเกิดโรคระบาดใหญ่
เป็นโรคระบาดจากพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นโรคระบาดจากพรรคพลังประชารัฐ เป็นโรคระบาดจากพรรคภูมิใจไทย
สโลแกน “รับเงินหมา กาเพื่อไทย” จึงกระหึ่ม