กสิกรไทยตั้งเป้าธุรกิจปี 66 สินเชื่อโต 5-7% คุมหนี้เสีย 3.25% ภายใต้เศรษฐกิจที่เติบโตเป็น K Shape โตไม่ทั่วถึง ทุกธุรกิจ พร้อมชูยุทธศาสตร์สร้างการเติบโตผ่านการเป็นธนาคาร แห่งความยั่งยืน การต่อยอดยุทธศาสตร์เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและตอบโจทย์ลูกค้า และการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแบบ End-to-End

น.ส.ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2566 เติบโตที่ 3.7% ดีกว่าปี 2565 จากภาคการท่องเที่ยวหลังจีนเปิดประเทศ การส่งออกที่ชะลอจากเศรษฐกิจโลกถดถอยทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเป็น K Shape ฟื้นตัว ที่ไม่ทั่วถึง ขณะที่ต้นทุนธุรกิจ อาทิ ค่าจ้างแรงงาน และอัตราดอกเบี้ยอยู่ในขาขึ้น ขณะที่หนี้ครัวเรือนยังสูง ธนาคารจึงตั้งเป้าสินเชื่อภาพรวม ปี 2566 ไว้ที่ 5-7% จากการขยายตัวของสินเชื่อภูมิภาค AEC+3 โดยเฉพาะ จีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย และตั้งเป้าสินเชื่อบรรษัทธุรกิจ 4-6% สินเชื่อเอสเอ็มอี 1-2% และสินเชื่อบุคคล 2-4%

ผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิที่ 3.30-3.45% รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิทรงตัว ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงาน อื่นๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิคาดว่าจะอยู่ในระดับ Low to Mid-40s จากรายได้ที่เติบโตสอดคล้องกับการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อต่ำกว่า 3.25% โดยการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเป็น K Shape มีการฟื้นตัว ที่ไม่ทั่วถึงในแต่ละประเภทธุรกิจยังคงส่งผลกระทบต่อคุณภาพเงิน ให้สินเชื่อ ซึ่งธนาคารจะยังคงบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ในเชิงรุก อย่างต่อเนื่อง ส่วน Credit Cost ต้นทุนความเสี่ยงของสินเชื่อที่ไม่ได้รับการชำระคืนเงินต้น และดอกเบี้ย คาดว่าจะอยู่ในช่วง 1.75-2.00 % ทยอยลดลงจากระดับสูงสุดในปีก่อน โดยธนาคารยังคงระมัดระวังและใช้นโยบายทางการเงินที่รอบคอบในการพิจารณาสำรองผลขาดทุน ด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

ส่วนยุทธศาสตร์ดำเนินธุรกิจปีนี้ ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยหลักการ เป็นธนาคารแห่งความยั่งยืน (Bank of Sustainability) ภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยงและการบริหารจัดการต้นทุน ที่เหมาะสม เน้นต่อยอดผู้นำบริการชำระเงินทางดิจิทัล และขยายการบริการลงทุนและประกันไปยังรายย่อย

นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปีนี้ต้องระวังเงินบาทอาจแข็งค่าเร็ว เนื่องจากสภาพคล่องมีน้อย บวกกับคนคิดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีความจำเป็นที่จะขึ้นดอกเบี้ยแรงลดลง เพราะอาจเป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะถดถอยได้ ต้องจับกระแสตลาดการเงินโลกอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม มองว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าในไตรมาสแรกของปีนี้ จากท่องเที่ยวที่กลับมา ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจฟื้นตัวดี แต่ไตรมาส 2 จะเห็นเงินบาทอ่อนค่าลงจากการจ่ายเงินปันผลและนักลงทุนนำเงินออก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน