9 ชั่วโมงครึ่ง จากสนามบินสุวรรณภูมิ สู่สนามบินนานาชาติอัมมาน ควีน อาเลีย เมืองอัมมาน ประเทศจอร์แดน ลมหนาวในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนขึ้นปีใหม่ 2566 ปะทะเข้าให้อย่างไม่ทันตั้งตัว
แม้จะเช็กสภาพอากาศไปแล้ว แต่ใจยังคิดว่าประเทศทะเลทรายจะหนาวแค่ไหนกัน เมื่อไปสัมผัสอากาศจริงแล้ว ต้องรีบหยิบ แจ๊กเกตขนเป็ดเบาๆ มาใส่ก็พอเอาอยู่

ก่อนจะไปไต่ระดับความพีกในดินแดนโลกอาหรับอันแสนสงบแห่งนี้ ขอให้เครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ที่ชวนไปเปิดประสบการณ์ในครั้งนี้ด้วย
จอร์แดนมีชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน เป็นประเทศเล็กๆ ในตะวันออกกลาง (เล็กกว่าไทยเกือบ 6 เท่า) มีกรุงอัมมานเป็นเมืองหลวงที่มีประวัติศาสตร์มากกว่า 6,000 ปี เคยอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ และได้รับเอกราชในปี พ.ศ.2489 หลังจากนั้นได้ปกครองด้วยระบบกษัตริย์

จุดหมายแรกในทริปนี้อยู่ที่เมาต์เนโบ (Mount Nebo) ความสูง 817 เมตร จากระดับน้ำทะเล ตั้งอยู่ที่เมืองมาดาบา (MADABA) หนึ่งในเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนรู้จักมากที่สุดในฐานะ “เมืองแห่งโมเสก” เนื่องจากเป็นที่ตั้งของแผนที่โมเสกเก่าแก่และมีความสำคัญคือการเป็นแผนที่ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Land)

เมาท์เนโบ เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ฝังศพของโมเสส ผู้นำชาวยิว ซึ่งหลังจากโมเสสพาชาวยิวหลบหนีออกจากอาณาจักรอียิปต์ และสร้างตำนาน “แหวกทะเลแดง” ก็เดินผ่านประเทศจอร์แดนเพื่อกลับไปยังอิสราเอล ดินแดนแห่งพันธสัญญา ซึ่งโมเสสมองเห็นจากที่นี่ แต่ยังกลับไปไม่ถึง มาเสียชีวิตที่ภูเขาเนโบก่อน ดังนั้นบนยอดเขา แห่งนี้ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส จะมองเห็นทิวทัศน์ของทะเลเดดซีและกรุงเยรูซาเลมได้

ที่นี่ยังมีอนุสรณ์ไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์แห่งโมเสส ออกแบบเป็นลักษณะไม้กางเขน โดยอุทิศเป็นสัญลักษณ์ของโมเสส และกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมาต์เนโบ ที่นักท่องเที่ยวไม่พลาดที่จะถ่ายรูป กลับไป รวมถึงก้อนหินสลักเป็นใบหน้าบุคคลสำคัญทางศาสนาคริสต์และยิว ที่ระลึกการเสด็จมาเยือนของสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2

ผจญภัยกันต่อที่เพตรา (Petra) นครศิลาสีชมพู อายุกว่า 2,000 ปี ที่หายสาบสูญไปนานกว่า 700 ปี เป็นนครหินโบราณที่แกะสลักจากภูเขาทั้งลูก ทำให้เป็นนครหินที่มีชื่อเสียง ติดอันดับต้นๆ ของโลก ที่ซ่อนตัวอย่างลึกลับในหุบเขา วาดี มูซา หรือ หุบเขาโมเสส ก่อนที่จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลก และยังเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกด้วย

โดยเราเดินเท้าจากโรงแรมเข้าสู่นครประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่ไม่ ไกลนัก ไกด์นัดลูกทัวร์ 8 โมงเช้า ในวันที่ฝนตกข้ามวันข้ามคืน ทั้งที่จอร์แดนติดหนึ่งในประเทศที่ฝนตกน้อยที่สุดในโลก
อุณหภูมิราวๆ 10 องศา อากาศภายนอกโรงแรมทั้งลมทั้งฝนสุดแสนจะหนาว ไกด์จึงตัดสินใจเลื่อนเวลาออกไปอีกชั่วโมงเพื่อรอฝนหยุด เมื่อได้เวลานัดหมาย ฝนยังคงตกปรอยๆ เราได้รับแจกอุปกรณ์กันฝนทั้งร่มทั้งเสื้อกันฝนหลากสีสันใส่กันพร้อมเพรียง ดูแปลกตาจากปกติที่จะเห็นแต่ผ้าโพกหัวกับแว่นกันแดดที่ขาด ไม่ได้สำหรับการเยือนเพตรา

จากจุด Petra Visitor Center เดินสู่นครสีชมพู ไกด์บอกระยะทางเดินประมาณ 2 ก.ม. เหมือนไกลแต่ไม่เลย บรรยากาศตลอดทางเดินตื่นตาตื่นใจกับช่องหินผา มีนักท่องเที่ยวไม่อยากเดินก็เลือกขี่ม้า รถกอล์ฟก็มีให้บริการตลอดทางเดินจึงมีม้าวิ่งไปวิ่งมาสลับรถกอล์ฟ คอยได้หลบกันตลอดทาง มาที่นี่จึงแนะนำสวมรองเท้าผ้าใบดีที่สุด

นครเพตรา (Petra) มหานครศิลาทรายสีชมพู เป็นเมืองหินที่แกะสลักประณีตงดงาม จากฝีมือของชาวนาบาเทียน ชนเผ่าเร่ร่อนทะเลทรายแห่งอาหรับ ผู้ซึ่งสร้างนครแห่งนี้จากการสกัดผาหินทรายสร้างเป็นเมือง ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาวาดีมูซา ในอดีตนครแห่งนี้ รุ่งรืองจากการค้าขายที่สำคัญที่สุดในโลกยุคโบราณ

การล่มสลายของเมืองเพตราเริ่มตั้งแต่ ค.ศ.649 เนื่องจากมีการก่อตั้งเมืองใหม่ที่สะดวกสบายและปลอดภัยกว่า ทำให้นครเพตราเริ่มเสียดุลการค้า ถูกรุกราน และไม่มีผู้คนอยู่อาศัยในที่สุด ประกอบกับเกิดแผ่นดินไหว นครแห่งนี้ถูกทำลายเกือบครึ่ง ทำให้เพตราถูกลดบทบาทลงและกลายเป็นเมืองที่ถูกลืมในที่สุด

มีเพียงชาวเบดูอิน ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองที่สืบทอดเชื้อสายมาจากชาวนาบาเทียน ที่รู้จักนครแห่งนี้ และตั้งใจเก็บรักษาไว้เป็นความลับ เพราะเกรงถูกต่างชาติรุกราน
เพตราจึงเป็นชื่อที่ไม่มีใครพูดถึงไปหลายร้อยปี กระทั่ง นักสำรวจชาวสวิสค้นพบนครเพตราในปี ค.ศ.1812 เพตราก็ กลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก ทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกเมื่อ พ.ศ.2528 อีกทั้งยังเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ด้วย

อย่างที่บอก การเข้าถึงนครเพตรา จากจุด Petra Visitor Center รับบัตรผ่านประตู เดินเท้า 800 เมตรแรก จะพบกับ The Siq ที่เป็นเส้นทางเดินในซอกเขา ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการเข้าสู่เมืองเพตรา
ความตื่นตาอยู่ที่ซอกเขาที่เกิดจากการแยกตัวของเปลือกโลกระยะทางราว 1.5 ก.ม. สองข้างทางขนาบด้วยผาหินทรายสูงชันความสูง 100-200 เมตร ระหว่างทางจะเห็นรูปสลักเทพเจ้า ท้องถิ่นและรูปคาราวานที่กำลังเดินทางไปยังเมืองเพตราของชาว นาบาเทียน รวมถึงร่องรอยของท่อน้ำดินเผาและรางส่งน้ำที่ชาว นาบาเทียนสร้างขึ้น เพื่อส่งน้ำเข้าไปยังตัวเมือง ทำให้รู้ว่าชาว นาบาเทียนมีความสามารถในการจัดการระบบชลประทาน

ฝนเดี๋ยวตกเดี๋ยวหยุดตลอดทาง แล้วการสัญจรก็มาสะดุดบริเวณซอกเขาโค้งสุดท้าย น้ำเริ่มไหลบ่าจากภูเขาลงมาท่วมทางเดินจุดที่เป็นไฮไลต์พอดี ถ้าไม่มัวไปโฟกัสกับจะเดินข้ามอย่างไรไม่ให้น้ำเข้ารองเท้า เราก็จะได้เห็นการเผยโฉมของ The Treasury อาคารศิลาอันงดงามในแบบหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ตรงหน้า ดังที่เคยเห็นภาพจากหลายคนที่เคยมาที่นี่ในช่วงสถานการณ์ปกติ
The Treasury สร้างไว้เพื่อเป็นที่เก็บคลังสมบัติ บ้างก็ว่าเป็น ที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา สุสานฝังศพของผู้ครองเมือง แต่ศิลปะการสลักหินบนอาคารนี้เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะโรมันกับนาบาเทียน ความงดงามและลึกลับของที่นี่ ทำให้เคยถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง อินเดียน่า โจนส์ ในภาคขุมทรัพย์สุดขอบฟ้ามาแล้ว

ฝนลงหนักอีกระลอก ร้านค้าของชาวเบดูอีนที่ตั้งแบบแผงลอยตลอดข้างทางออกจาก The Treasury ถูกคลุมผ้าแบบง่ายๆ ทิ้งไว้ไร้คนขาย
ก่อนจะเดินทางออกจากเพตราโดยใช้เส้นทางเดิม จะเลือกเดินเองหรือนั่งม้านั่งลาเพื่อซึมซับประสบการณ์ตามแบบฉบับเบดูอีน ดูสภาพอากาศแล้วเราเลือกเดิน แต่แล้วฝนก็ลงหนักสลับเบาตลอดทางกลับ ต้องคอยหลบตามแคมป์ของชาวเบดูอีนที่เปิดเป็นร้านกาแฟแบบง่ายๆ
“ลูกเห็บตก!!!!” หนึ่งในคณะพูดอย่างตื่นเต้น เรานี่ตื่นเต้นกว่าเพราะเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก ก่อนจะออกเดินทางต่อระหว่างทางต้องลุยกับทางน้ำที่ไหลเชี่ยว เพราะฝนมากจริงๆ

เราเดินฝ่าฝนกันเกือบถึงหน้า The Treasury เสียงจากต้นทางแจ้งว่าน้ำท่วมปิดเส้นทางเดิน พวกเราถูกต้อนให้เดินไปอีกทางเพื่อข้ามเขาลูกเล็กๆ ก่อนเจอถนนเพื่อขึ้นรถสองแถวหกล้อ ส่วนคนที่ขี่ม้านั่งลานำหน้าไปก่อนหน้า มีรถพาออกจากนครลึกลับแห่งนี้โดยด่วน
ตามข่าวจากทวิตเตอร์ พบว่านักท่องเที่ยว 1,700 คน เผชิญ น้ำท่วมหนักในเพตรา มีบาดเจ็บ 2-3 คน

พวกเราผ่านพ้นเหตุการณ์มาด้วยดี เช้าอีกวันออกเดินทางต่อ เป้าหมายคือ วาดิรัม (Wadi Rum) หุบเขาทะเลทราย ตามรอย Lawrence of Arabia ใครชอบอยากให้ติดตามฉบับหน้า
วิภา สุนันท์สถาพร