เป็นคดีที่มีจุดเริ่มต้นและบทสรุปที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สำหรับท่าทีของตำรวจไทย จากกรณีถูกกล่าวหาว่าตั้งด่านรีดไถนักท่องเที่ยวสาวชาวไต้หวัน

ที่ประเดิมด้วยท่าทีแข็งกร้าวยืนยันชัดเจนว่าตำรวจไทยไม่มีพฤติกรรมเลวร้ายเช่นนั้นเด็ดขาด ขณะที่มีการนำเสนอข้อมูลคลิปต่างๆ ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการสร้างเรื่องของดาราไต้หวันเองหรือไม่

แถมในช่วงเกิดเหตุก็มีอาการมึนเมาไม่รู้เรื่อง

แต่เมื่อพยานหลักฐานต่างๆ ถูกเปิดโปง มีการเดินทางกลับเข้ามาไทยของ ‘สกาย’ หนุ่มชาวสิงคโปร์ ผ่านการประสานงานของจอมแฉ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่เล่าเป็นฉากๆ ถึงนาทีถูกเรียกตรวจ ค้นกระเป๋า และตบทรัพย์

ระบุการเรียก 27,000 บาท มาจากเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ที่เจอ 3 อัน อันละ 8,000 บาท ไม่พกพาสปอร์ต-วีซ่าอีก 3 คน 3,000 บาท

และนอกจากอัตราค่าปรับที่น่าตระหนก ยังชี้ตัวนักรีดไถในเครื่องแบบได้อย่างชัดเจน

นำมาซึ่งการแจ้งข้อหาดำเนินคดี 6 ตำรวจ สน.ห้วยขวาง พร้อมให้ออกจากราชการ ส่งฝากขังค้านประกัน ต้องเข้าไปนอนในคุก

เป็นบทสรุปที่ตอกย้ำภาพลักษณ์ตำรวจไทยได้อย่างเจ็บปวดที่สุดจริงๆ

■ ฟัน 6 ตร.ห้วยขวางตั้งด่านไถ

หลังจากเป็นข่าวดังมาร่วมสัปดาห์ สำหรับการตั้งด่านรีดไถนักแสดงสาวชาวไต้หวัน อันหยูชิง หรือ ชาร์ลีน อัน และเพื่อนชายรวม 4 คน ที่ระบุว่าเกิดเหตุตั้งแต่กลางดึกวันที่ 4 ม.ค. 2566 ที่หน้าสถานทูตจีน ในขณะที่เบื้องแรก นายตำรวจใหญ่พากันออกมาการันตีถึงความบริสุทธิ์ผุดผ่องของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ

ในที่สุดฟ้าก็ผ่าเข้าที่สน.ห้วยขวาง โดยเมื่อช่วงสายวันที่ 2 ก.พ. พนักงานสอบสวนตามคำสั่งบก.น. 1 แจ้งข้อกล่าวหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ห้วยขวาง รวม 6 นาย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกัน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการ หรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต” อันเป็นความผิดตามมาตรา 149, 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

โทษหนักสุดถึงขั้นประหารชีวิต

โดยตำรวจทั้ง 6 นายประกอบด้วย 1.ร.ต.อ.ยอดฤทธิ์ ลางดุลเสน รองสวป. สน.ห้วยขวาง หัวหน้าด่านตรวจที่เกิดเหตุ 2.ร.ต.อ.ปฏิภาณ ศิริชัยวัฒนา รองสว.ธร. ปฏิบัติหน้าที่ รอง สวป. รองหัวหน้าด่าน ทำหน้าที่เจรจา 3.ด.ต.กฤษฎา คำมะนา ผบ.หมู่ ป. ในวันเกิดเหตุ มีปากเสียงกับผู้เสียหาย 4.ส.ต.อ.เฉลิมชัย ศิริวังโส ผบ.หมู่ ป. ทำหน้าที่คัดเลือกรถเหยื่อ 5.ส.ต.อ.วัชรนนท์ ขาวยอง ผบ.หมู่ ป. ในวันเกิดเหตุ มีปากเสียงกับผู้เสียหาย และ 6.ส.ต.อ.นันทวัชร์ สุวรรณา ผบ.หมู่ ทำหน้าที่ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน ในวันเกิดเหตุ เป็นผู้ที่อยู่นอกเครื่องแบบที่มีการเรียกรับเงินกับผู้เสียหายชาวสิงคโปร์

ทั้งนี้ในการฝากขังระบุพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 6 นายว่า เมื่อเวลา 00.01 น. วันที่ 5 ม.ค. เจ้าพนักงานตำรวจทั้ง 6 นายที่ถูกกล่าวหา ปฏิบัติหน้าที่ตั้งด่านอยู่บริเวณถนนรัชดาภิเษก หน้าสถานทูตจีนประจำประเทศไทย แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ

จนกระทั่งเวลาประมาณ 02.27 น. มีนายเป จึง ชือ หรือ สกาย สัญชาติสิงคโปร์ กับพวกรวม 4 คน เป็นชาย 3 คน หญิง 1 คน โดยสารรถยนต์มาสด้าสีแดง มาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งผู้ต้องหากับพวกตั้งด่านอยู่ โดยมีส.ต.อ.คนหนึ่งคัดเลือกรถให้

ทำกันเป็นระบบจริงๆ!!!

■ เปิดพฤติกรรม-ทำเป็นระบบ

จากนั้นตำรวจที่ด่าน ได้เชิญสกาย พร้อมเพื่อนลงจากรถเพื่อค้นตัว พบบุหรี่ไฟฟ้า 3 อัน จากนั้นเรียกสอบถามขอดูหนังสือเดินทางและวีซ่า ทั้งนี้สกายและพวกไม่ได้พกหนังสือเดินทางมา มีเพียงภาพถ่ายในโทรศัพท์มือถือ นายตำรวจยศร.ต.อ.และส.ต.อ. จึงข่มขู่ว่าจะดำเนินคดี 2 ข้อหา คือบุหรี่ไฟฟ้า และไม่พกหนังสือเดินทาง-วีซ่า อ้างจะพาไปสถานีตำรวจโดยไม่มีเจตนาจะพาไปจริง ข่มขู่เหยื่อจนเกิดความกลัว ก่อนตกลงเรียกเงิน 27,000 บาท

แบ่งเป็นค่าบุหรี่ไฟฟ้า 3 อัน อันละ 8 พันบาท ค่าไม่พกหนังสือเดินทาง 3 พันบาท โดยสกายและพวกยืนยันว่าไม่ได้ทำผิดกฎหมาย บุหรี่ไฟฟ้า ก็ซื้อจากร้านขายของย่านห้วยขวาง แต่ด้วยความกลัว และเกรงจะเสียเวลา จึงจำยอมจ่ายเงิน 27,000 บาทให้

ทั้งนี้มีส.ต.อ.เป็นผู้รับเงิน แล้วร.ต.อ.รองหัวหน้าด่าน ให้ทั้งหมดถือบุหรี่ไฟฟ้าไว้คนละอัน แล้วฉายไฟฉายใส่ก่อนถ่ายรูปเก็บไว้ แล้วให้เหยื่อทั้งหมดกลับได้ จากนั้นส.ต.อ.ที่รับเงินเอาเงินไปให้ร.ต.อ.หัวหน้าด่านที่นั่งในรถจอดไว้ที่เกิดเหตุ จากนั้นก็แบ่งเงินกันในกลุ่มตำรวจทั้ง 6 นาย

ขณะที่ศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลาง พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว กรณีเป็นเรื่องร้ายแรง กระทบต่อภาพลักษณ์และกระบวนการยุติธรรมของประเทศโดยรวม อีกทั้งจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจอาจไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานและกระบวนการในชั้นสอบสวน ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านจึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ให้ยกคำร้อง

เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวผู้ต้องหาไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ทั้งนี้พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบก.น.1 ลงนามให้ตำรวจทั้ง 6 นายออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัย

ด้านพล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. เผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 6 นายยังให้การปฏิเสธ แต่ก่อนหน้านี้ที่ได้พูดคุยกันในชั้นสืบสวนให้การสารภาพ อย่างไรก็ตาม มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีได้ พร้อมแจ้งข้อหาหนักมีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิต คือ ม.149 เรียกรับผลประโยชน์ และ ม.157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ (กรณีบุหรี่ไฟฟ้า)

ทั้งนี้ตำรวจมีพยานหลักฐานเป็นภาพกล้องวงจรปิดของภาคเอกชนเห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุทั้งหมด สอดคล้องกับคำให้การของผู้เสียหาย ซึ่งชี้ตัวยืนยันตำรวจที่เรียกรับสินบนได้บางคน จึงเชื่อได้ว่าตำรวจ 6 นาย มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์

จากนี้หากมีพยานหลักฐานเกี่ยวข้องไปถึงใครอีกจะแจ้งข้อหาทันทีโดยไม่ละเว้น ไม่ว่าจะเป็นตำรวจอีก 8 นาย หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่

เป็นการดำเนินคดีที่ขึงขังเอาจริงเอาจัง!!

■ ย้อนปมดาราสาวไต้หวันแฉ

สำหรับเหตุการณ์อื้อฉาวครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากที่เพจเฟซบุ๊ก ‘หนีห่าวไต้หวัน ฉันมาแล้ว’ ได้แปลข้อความโพสต์ของดารานักแสดงชาวไต้หวัน ที่โพสต์ลง อินสตาแกรมตั้งแต่ช่วงต้นเดือนม.ค.ที่ผ่านมาโดยระบุว่า นักแสดงสาว อันหยูชิง หรือชาร์ลีน อัน ที่เล่าเหตุการณ์อันเลวร้ายระหว่างมาเที่ยวประเทศไทย

ระบุว่าเมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2566 ก่อนเดินทางกลับไต้หวัน ขณะนั่งแท็กซี่กับเพื่อนเพื่อกลับโรงแรม ระหว่างทางช่วงประมาณ 01.00 น. ถูกตำรวจไทยตั้งด่านตรวจ และเรียกให้รถหยุด ขอค้นตัว ค้นกระเป๋า จับที่กระเป๋ากางเกง กระเป๋าสตางค์ และถามเรื่องวีซ่า โดยเธอยื่นหนังสือเดินทางให้ดู และบอกว่าขอวีซ่าแบบ VOA (visa on arrival) ซึ่งเป็นวีซ่าที่ขอที่สนามบินได้เลย แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าไม่ยอมรับวีซ่า VOA ต้องใช้วีซ่าจริงที่มีตราและพิมพ์เท่านั้น

นอกจากนี้ยังสั่งให้เพื่อนของเธอที่ถ่ายคลิปไว้เป็นหลักฐานให้ลบคลิปที่ถ่ายไว้ แล้วยื้อเวลาเจรจา โดยบอกว่าจะพาไปสถานีตำรวจ แต่ก็ไม่ได้พาไป ทำให้เธอยืนจนเมื่อยลงไปนั่งยอง ก็ถูกบอกให้ลุก ทำเสียงดุดัน บังคับให้ขอโทษ ซึ่งเธอก็ยอมทำทุกอย่าง อ้อนวอนให้ปล่อยเธอไป เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด ตอนนั้นรู้สึกเหมือนอยู่ในหนังเม็กซิกัน ที่ถูกจับค้นยา

เธอระบุอีกว่า ยื้อกันอยู่เกือบ 2 ชั่วโมง ก็พาเธอไปที่ลับตาคน หลบกล้องซีซีทีวีหน้าสถานทูตจีน แล้วบอกว่าต้องจ่าย 27,000 บาท ถึงจะยอมปล่อย พอยอมจ่ายถึงเรียกแท็กซี่ให้พวกเธอกลับโรงแรม

“ไม่คิดเลยว่าไปเที่ยวปีใหม่ที่ไทย หวังเจอประสบการณ์ดีๆ แต่กลับกลายเป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายและน่ากลัวที่สุด ในชีวิต ฉันจะไม่กลับไปเมืองไทยอีก อยากเตือนคนไต้หวันว่าไปไทยให้ระวัง อย่า พกเงินสดติดกระเป๋าเยอะ เพราะโดนสุ่มค้นตัว หาเรื่องยัดข้อหา และจะจับดูกระเป๋า เงินก่อน”

อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นข่าว ทางตำรวจต่างออกมาการันตีว่าตำรวจไม่ได้มีพฤติกรรมอย่างที่กล่าวอ้าง ขณะที่การตั้งด่านเป็นไปตามนโยบายการระดมกวาดล้างอาชญา กรรมและป้องกันเหตุช่วงปีใหม่

ส่วนเรื่องการย้าย พ.ต.อ.ยิ่งยศ สุวรรณโณ ผกก.สน.ห้วยขวาง ไปเป็นผกก.สน.หนองจอก ก็มีคดีมาตรา 157 เพราะไม่ได้ดำเนินคดีกับนักท่องเที่ยวที่พกบุหรี่ไฟฟ้า ไม่เกี่ยวกับการรีดไถแต่อย่างใด

สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปอย่างที่ทราบกันดี ส่วนจะลามไปถึงใครระดับไหน คงต้องติดตามกันต่อไป!!!

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน