กลายเป็นประเด็นสำหรับการแบ่งเขตเลือกตั้ง เมื่อมีข้อท้วงติงว่า กกต.รวมจำนวนต่างด้าว เพื่อนำมาคำนวณหาจำนวน ส.ส.แต่ละจังหวัด
ขณะที่ กกต.ยืนยันว่ายึดหลักนี้มาตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2558 ต่อเนื่องถึงการเลือกตั้งปี 2562
ในมุมมองของอดีตกกต. เห็นอย่างไร และมีคำแนะนำในการแบ่งเขตอย่างไร
โคทม อารียา
อดีตกกต.
การแบ่งเขตเลือกตั้งที่นับรวมคนต่างด้าวเป็นเรื่องการตีความ น่าจะตีความได้สองแบบ ที่บอกให้ถือตามทะเบียนราษฎรก็ไม่ได้บอกว่าเป็นราษฎรรวมหรือไม่รวมผู้ไม่ถือสัญชาติไทย ความเห็นส่วนหนึ่งให้รวมเฉพาะราษฎรที่ถือสัญชาติไทย ไม่รวมคนที่ไม่ถือสัญชาติไทย
แต่มีข้อถกเถียงว่า สภาผู้แทนฯเป็นเสมือนตัวแทนตามสัดส่วนของผู้รับบริการจากรัฐ ซึ่งผู้รับบริการจากรัฐหลายเรื่องรวมคนที่ไม่มีสัญชาติไทยด้วย เช่น การศึกษา การรักษาพยาบาล ดังนั้นต้องรวมคนที่ไม่ถือสัญชาติไทย
คำถามคือแล้วใครเป็นผู้ตัดสินใจ ถ้าเอาตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ต้องเป็น กกต.เป็นคนตัดสินใจ แต่ถ้าให้เด็ดขาดก็ต้องตีความรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าต้องถามศาลรัฐธรรมนูญการเลือกตั้งจะยาวออกไป กระทั่งประกาศการแบ่งเขตไม่ได้ในช่วงเวลาอันสั้น
แต่เคยมีที่ปรึกษาศาลรัฐธรรมนูญอย่างไม่เป็นทางการ ศาลอาจให้ความกรุณาหรือไม่ให้ความกรุณาก็ได้ บางครั้งก็บอกว่าให้ถามมาอย่างเป็นทางการแล้วจะรีบวินิจฉัยให้ ก็เป็นไปได้อีกทางหนึ่ง
ที่กกต.อ้างนับรวมต่างด้าวมาตั้งแต่ปี 58 และ 62 เป็นการยึดธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติ ซึ่งไม่มีใครทักท้วงว่าถูกหรือไม่ แต่ครั้งนี้มีการทักท้วง สุดท้ายแล้วการอ้างธรรมเนียมปฏิบัติไม่เท่าใครตัดสิน และเมื่อกกต.พูดเช่นนี้แสดงว่าตัดสินแล้วว่าถ้าตามกฎหมายลูกเป็นอย่างนี้
ทางออกของเรื่องนี้ ถ้ามีใครทักท้วง เพื่อให้ชัดเจน กกต.ก็ต้องรีบดำเนินการ ถ้าบอกเด็ดขาดว่าเอาตามนี้จบ ใครไม่พอใจก็ไปปรึกษาศาลรัฐธรรมนูญ หรือถ้ารีบ กกต.บอกว่าขออนุญาตปรึกษาข้อกฎหมายกับกฤษฎีกา หรือศาลรัฐธรรมนูญอย่างไม่เป็นทางการก่อน
มองว่าหาก กกต.อธิบายเหตุผลจากธรรมเนียมปฏิบัติ ผู้แทนฯ ต้องให้บริการทุกคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นไม่ว่าจะมีสัญชาติอะไร เพื่อแก้ปัญหาข้อขัดแย้ง ซึ่งเป็นไปได้ที่มีบางคนไม่เห็นด้วย ก็ต้องมีคนตัดสิน
แต่หาก กกต.ตัดสินเองโดยไม่ปรึกษานักกฎหมายเพิ่มเติมก็เสี่ยง เพราะข้อกฎหมายพลิกแพลงอยู่เรื่อย ดังนั้น กกต.ก็ต้องเริ่มตั้งแต่บัดนี้ในการถาม แล้วตัดสินใจ ประชาชนที่ทักท้วงก็ต้องตัดสินใจเหมือนกันว่าจะทำให้การเลือกตั้งเลื่อนไป แต่จะมีการยุบสภาแน่นอน
ทั้งนี้ การแบ่งเขต กกต.ควรใช้เกณฑ์เหมือนทุกครั้ง คือ 1.พื้นที่ติดกัน 2.ยึดธรรมเนียมปฏิบัติที่เคยทำกันมาแล้ว ตามรัฐธรรมนูญปี 40 เคยแบ่ง 400 เขต 3.ยึดความเป็นชุมชน การบริหารพื้นที่ ตำบล อำเภอ ตามกรมการปกครองนั้นแต่ความเป็นชุมชนทางการเมืองเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ส่วนเรื่องภูมิศาสตร์ ถ้ามีอุปสรรคใหญ่หลวงข้ามไปได้ยากก็ไม่เป็นชุมชน แต่หากข้ามแม่น้ำอาจเป็นชุมชนเดียวกันแม้จะอยู่คนละตำบล เพราะแม่น้ำข้ามง่าย ส่วนพื้นที่ ห่างไกล เช่น กาญจนบุรี พื้นที่กว้างแต่ประชากรน้อย ส่วน จ.อยุธยา พื้นที่น้อยแต่แบ่งยิบย่อย ก็ง่ายที่จะวางเขตให้เป็นชุมชนเดียวกัน
ทางที่ดีที่สุดเมื่อ กกต.เสนอแบ่งเขตเลือกตั้ง 3 รูปแบบ แต่มีคนไม่พอใจก็ให้เขาเสนอรูปแบบที่ 4 แล้วให้บอกข้อดี จะได้ไม่ต้องคาใจทีหลัง เพราะต้องถามความเห็นของพรรคการเมืองอยู่แล้ว
ภุชงค์ นุตราวงศ์
อดีตเลขาธิการ กกต.
ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 43 และปี 44 กกต.ใช้ทะเบียนรายชื่อจากทะเบียนราษฎรซึ่งกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดำเนินการตามกฎหมาย มหาดไทยจะแจ้งอย่างเป็นทางการปีละ 1 ครั้ง ว่าจำนวนประชากรในปีนั้นๆ มียอดเท่าไร โดยจะแยกเป็นรายจังหวัด รวมถึงแยกเป็นเพศชาย เพศหญิง
กกต.ชุดแรกก็ยึดข้อมูลเป็นหลัก เพราะสำนักทะเบียนราษฎรนั้นมหาดไทยเป็นผู้ดูแล ซึ่งสมัยก่อนไม่มีการแยกว่ามีจำนวนคนต่างด้าวว่ามีจำนวนเท่าไร
ส่วนประเด็นที่เกิดขึ้น ในกฎหมายเขียนเพียงแต่เรื่องของประชากรว่าในพื้นที่ประชากรเท่าไร ไม่ได้แยกเป็นคนต่างด้าว เราก็ยึดถือมาตลอด และในกฎหมายก็เขียนไว้ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย ไม่ได้มีการตีความรายละเอียดย่อยว่ารวมคนต่างด้าวหรือไม่ เราตีความกันว่าแต่ละจังหวัดมีประชากรเท่าไร ไม่ได้นับว่ามีคนต่างด้าวเท่าไร
คนวิจารณ์อาจมองในมุมว่าคนต่างด้าวไม่ใช่คนไทย แต่อาศัยอยู่ในประเทศไทยตามกฎหมายต่างด้าว แต่หากมองอีกมุมหนึ่งคือ ส.ส.หรือรัฐบาลก็ต้องให้บริการแก่ทุกคนที่อยู่ในประเทศ คนต่างด้าวคือคนที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยตามกฎหมาย จะไม่ได้รับบริการเลยก็คงไม่ใช่
ตอนนี้ศาลรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้มีการยื่นได้ ไม่จำเป็นเฉพาะ กกต.เป็นผู้ยื่น หรือหาก กกต.ยื่นไปก็สามารถทำงานควบคู่ไปได้ แต่ส่วนตัวเชื่อว่ากกต. ทำตามกฎหมายอยู่แล้ว
เชื่อว่าเมื่อส่งไปศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องนี้แล้วคงไม่ช้า เนื่องจากมีระยะเวลาที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพราะอย่างไรก็ต้องมีการยุบสภา จึงยังมีเวลาอยู่ ถ้าหลายคนเป็นห่วงก็น่าจะช่วยกันส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ
เพื่อความปลอดภัยในการเลือกตั้งเพื่อให้ไม่เสียงบประมาณ ไม่เสียเวลา น่าจะมีการส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา คิดว่าเดือนเดียวก็เสร็จ ในขณะเดียวกัน กกต.ก็เดินตามไทม์ไลน์ไปเรื่อยๆ
ส่วนที่ กกต.อ้างว่านับรวมต่างด้าวมาตั้งแต่ปี 58 ต่อเนื่อง 62 และผู้มีสัญชาติไทยก็ไม่ใช่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทุกคนนั้น ถ้าเรื่องนี้ผิด การเลือกตั้งปี 62 ก็ต้องเป็นโมฆะหมด ถามว่าในหลักการที่ถูกต้องควรรวมต่างด้าวเข้าไปด้วยหรือไม่ คงแล้วแต่ละประเทศ
นอกจากประเด็นนี้แล้ว กกต.ควรเร่งดำเนินการตามกรอบเวลา ค่อนข้างเห็นใจ กกต. เนื่องจากมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำไมมาเริ่มทำช่วงนี้ กกต.อาจเตรียมการไว้แล้วแต่ก็ต้องรอกฎหมายก่อน
สิ่งที่อยากฝากคือ ในการเลือกตั้งปี 62 อะไรที่เป็นข้อผิดพลาด บกพร่อง ที่ประชาชนไม่ค่อยพอใจ ต้องแก้ไขให้ได้หมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกตั้งต่างประเทศที่ส่งบัตรมาแล้วไม่สามารถนับได้ การรายงานผลที่หายไปทำให้เกิดข้อครหา ผมอยากให้นำข้ออ่อนข้อด้อยจากเหตุการณ์ดังกล่าวมาปรับปรุงแก้ไขให้หมด
ส่วนที่นักการเมืองโวยเลือกตั้งที่ผ่านมา เขตเดียวกันอยู่ไกลกัน 200 ก.ม.นั้น การแบ่งเขตของกกต.ตั้งแต่ปี 44 กฎหมายกำหนดว่าพื้นที่ต้องติดต่อกัน ประชากรต้องไม่แตกต่างกัน และดูขนบทำเนียบประเพณี เป็นสิ่งที่กกต.ยึด
แต่ห่างกันไปร้อยกิโลฯ คิดว่าเป็นไปไม่ได้ ยกเว้น เกาะสีชัง เป็นเกาะก็ต้องอนุโลม แต่หากเป็นพื้นที่บกทำไม่ได้
สดศรี สัตยธรรม
อดีต กกต.
การแบ่งเขตเลือกตั้งโดยคำนวณจากจำนวนประชากรนั้น ต้องดูว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งคือบุคคลที่ถือสัญชาติไทย หรือหากเป็นคนต่างด้าวก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นคนไทยเกิน 5 ปี ก่อนจะมีสิทธิ์ในการเลือกตั้ง
กรณีของคนต่างด้าวส่วนใหญ่จะอยู่ทางภาคเหนือ เป็นพวกชาติพันธุ์หรือชาวเขา การนับรวมคนเหล่านี้เพื่อคำนวณหาจำนวนส.ส.ในแต่ละเขต ส่วนตัวมองว่าขัดต่อหลักการ ขัดต่อกฎหมาย เมื่อยังไม่ได้แปลงสัญชาติจะไปนับรวมไม่ได้
ที่ กกต.ดำเนินการลักษณะนี้โดยไปอาศัยหลักเกณฑ์ที่กฤษฎีกาเคยวินิจฉัยไว้นั้นเป็นคนละเรื่องกัน ความเห็นเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องการจัดเลือกตั้งท้องถิ่น ไม่ได้เกี่ยวกับการเลือกตั้งระดับชาติ แต่เป็นเรื่องที่กระทรวงมหาดไทยหารือมาที่กฤษฎีกา
สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าหาก กกต.จะเริ่มทำลักษณะแบบนี้ คือการนำคนต่างด้าวรวมเข้ามาเพื่อคำนวณหาจำนวน ส.ส.แต่ละจังหวัด ก็จะขัดแย้งสุ่มเสี่ยงในการดำเนินการ
เป็นไปได้ว่า กกต.เองยังไม่ได้ตั้งหลักว่าจะคำนวณโดยยึดจากจำนวนประชากรในแต่ละเขตอย่างไร เพราะขณะนี้กฎหมายมีความเปลี่ยนแปลง ส.ส.เขต 400 คน บัญชีรายชื่อ 100 คน ซึ่งแตกต่างจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2562
ที่ผ่านมา กกต.ไม่เคยมีปัญหาแบบนี้เพราะดำเนินการโดยยึดถือตามหลักกฎหมายเลือกตั้งอยู่แล้ว ซึ่งไม่ได้รวบรวมบุคคลต่างด้าวในลักษณะที่เป็นอยู่ ถ้าแบบนั้นถึงช่วงใกล้เลือกตั้งพอออก พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้ง อาจมีคนที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านหนึ่งจำนวนมาก
ก็จะคล้ายกับกรณีพอช่วงหาเสียงเลือกตั้งก็เอาคนเข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านจำนวนมาก ซึ่งแน่นอนไม่ควร นำมาคิดคำนวณด้วย เพราะเป็นเรื่องไม่ถูกต้องตาม กฎหมายเลือกตั้ง
วิธีปรับแก้ให้ราบรื่นไม่เกิดปัญหาคือการยึดตามหลักกฎหมายธรรมดา ถ้าเป็นคนต่างด้าวแล้วยังไม่ได้แปลงสัญชาติเป็นไทย จะไปคำนวณรวมก็จะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ เพื่อตัดปัญหาควรทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายดีกว่า
หรือถ้า กกต.ยังคิดว่าจะนำคนต่างด้าวมาคำนวณด้วยก็ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ช่วยชี้ขาดจะดีกว่า เพราะการวินิจฉัยของ กกต.ไม่ถือว่าเด็ดขาด และเรื่องนี้เป็นเรื่องการได้เปรียบเสียเปรียบของผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นบรรทัดฐานที่ดีต่อไป กกต.ก็ควรเสนอเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งถือว่ายังมีเวลาอยู่
ทั้งนี้ การแบ่งเขตเลือกตั้งปกติแล้ว กกต.จะขอความร่วมมือจากข้าราชการในท้องถิ่นในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการเหล่านี้รู้ว่าในแต่ละเขตเป็นอย่างไร บางครั้งแค่แม่น้ำผ่านก็เป็นคนละเขต ดังนั้น ผู้รู้ดีคือคนที่ทำงานในสังกัดมหาดไทยอยู่แล้ว จะรายงานเสนอให้ กกต.ทราบ
กกต.เองก็ควรลงพื้นที่สำรวจด้วย อย่ารีบร้อนแบ่งเขต การนั่งทำงานในห้องแอร์ไม่ได้ช่วยตัดสินอะไรได้