ทริปจอร์แดน โดย บริษัท บัตรเครดิตกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ความประทับใจยังไม่สิ้นสุด หลังจากฉบับจันทร์ที่แล้ว สุดฟินกับ เมาต์เนโบ ในเมืองมาดาบา และเพตรา นครศิลาสีชมพู คราวนี้เดินทางต่อไปยังวาดิรัม (Wadi Rum) หุบเขาทะเลทราย ระหว่างทางสังเกตเห็นหิมะเบาๆ ปกคลุมตามไหล่ทาง

วาดิรัม อยู่ทางใต้สุดของจอร์แดน เรียกอีกชื่อว่า หุบเขาแห่งพระจันทร์ : The Valley of The Moon ภูมิประเทศแบบทะเลทรายสีแดงและภูเขาหินทรายที่แปลกตา จนได้รับการขนานนามว่าเป็น ดาวอังคารบนโลกมนุษย์ ที่นี่ยังถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในทะเลทรายที่สวยงามที่สุดของโลก อีกด้วย

ตามประวัติศาสตร์ ที่นี่มีมนุษย์อยู่อาศัยมาแล้วเมื่อ 8,000 ปีก่อนคริสตกาล เป็นแหล่งอาศัยของชาวพเนจร ชนเผ่านาบาเทียน ก่อนที่จะไปตั้งรกรากที่เพตรา

ที่นี่เดิมเป็นเส้นทางการค้า โดยมีการทิ้งร่องรอยผ่านภาพเขียนบนหิน บอกเล่าเรื่องราวว่าเคยมีผู้คนอาศัยอยู่ มีรูปอูฐ สัตว์ คน ในยุคหนึ่งมีการต่อสู้กับพวกออตโตมัน ซึ่งขณะนั้น ลอว์เรนซ์ และกษัตริย์ไฟซาลมาใช้ที่นี่เป็นฐานบัญชาการต่อต้านและสู้รบกับจักรวรรดิออตโตมัน ทำให้ที่ทะเลทราย วาดิรัมมีอนุสรณ์ระลึกถึง ลอวเรนซ์อยู่หลายจุด และต่อมาที่นี่ยังได้ถูกใช้เป็นสถานที่จริงในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “LAWRENCE OF ARABIA”

เรามาถึงวาดิรัม ช่วงสาย ก่อนจะเปลี่ยนไปโดยสารรถกระบะ เพื่อเริ่มต้นตะลุยพื้นผิวดาวอังคารของทะเลทรายวาดิรัมอันกว้างใหญ่กว่า 720 ตร.ก.ม. ไกด์เตือนสองสิ่งต้องมีคือ แว่นกันแดด กับผ้าพันคอสำหรับปิดปากปิดจมูกเพื่อป้องกันฝุ่นทรายระหว่างนั่งท้ายกระบะ โชเฟอร์เราพาไปดริฟต์รถเบาๆ บนทะเลทราย ชาวเราก็กรี๊ดกันสนุกเลย

ตลอดทางจะเห็นภูเขาหินทรายกับเนินทรายสีแดงสูงใหญ่ กับ เม็ดทรายที่ละเอียดเหมือนผงฝุ่น เหล่านี้เองทำให้กองถ่ายหนังจาก Hollywood เลือกใช้ทะเลทรายวาดิรัมเป็นฉากถ่ายทำของดาวอังคารหรือไม่ก็เป็นดวงดาวดวงหนึ่งในจักรวาล

ระหว่างทาง รถจะจอดให้เราได้เดินลุยทะเลทราย ปีนเนินเขาน้อยๆ ไปถ่ายรูปวิว ชมหินทรายรูปทรงคล้ายสฟิงซ์ จุดต่อไปเป็นแคมป์ของชาวเบดูอีน รับเวลคัมดริงก์เป็นน้ำชาสมุนไพรร้อนๆ จินตนาการเอาเถิด ว่าอากาศเย็นๆ จิบชาสมุนไพรร้อนๆ มันชื่นใจขนาดไหน

จุดนี้ยังมีภาพสลักใบหน้าลอเรนซ์ บนผาหินทราย และอีกด้านหนึ่งเป็นภาพสลักใบหน้ากษัตริย์ไฟซาล เพื่อเป็นการระลึกถึงนายทหารกล้าแห่งอาราเบีย

การขี่อูฐ เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ไม่ควรพลาดสำหรับการมาดินแดนของชนเผ่าพเนจรแห่งนี้ ภาพมุมสูงที่เราเห็นฝูงอูฐเดินท่ามกลางทะเลทรายที่เวิ้งว้าง มันทัชใจนึกถึงทีไรก็มีความสุข

เราสู่โหมดคนเมืองกันบ้าง ที่อคาบา (Aqaba) เมืองท่าเพียงแห่งเดียวของจอร์แดนที่มีทางออกสู่ทะเล บริเวณทะเลแดงซึ่งครอบคลุม 4 ประเทศ จอร์แดน อียิปต์ อิสราเอล และซาอุดีอาระเบีย

อคาบา มีความเป็นเมืองท่องเที่ยวสูง อุดมไปด้วยอาหารทะเล โรงแรม 5 ดาว ก็มาก ร้านรวงเรียงราย ยิ่งค่ำยิ่งคึกคัก

รุ่งขึ้นเรามุ่งหน้าเดินทางไปที่ทะเลสาบเดดซี (Dead Sea) หรือทะเลตาย พิสูจน์ความมหัศจรรย์ กับทะเลที่ไม่มีวันจม

เดดซี ตั้งอยู่ในจุดที่ต่ำสุดของโลก ตรงเขตแดนระหว่างประเทศจอร์แดนกับอิสราเอล มีต้นกำเนิดจากแม่น้ำจอร์แดนเป็นสายหลักไหลมายังพื้นที่ของทะเลเดดซี ความที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลอื่น ทำให้น้ำในทะเลเดดซีจึงระเหยออกไปเองจากอุณหภูมิที่ร้อนระอุในบริเวณนั้น ประกอบกับน้ำจากแม่น้ำจอร์แดนซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุอย่างโซเดียมหรือแมกนีเซียม เมื่อน้ำระเหยไปเรื่อยๆ ทำให้น้ำในทะเลสาบเดดซีมีการสะสมของแร่ธาตุและเกลือมากขึ้นๆ ทำให้มีความเค็มมากกว่าน้ำทะเลทั่วไปเกือบ 10 เท่า หรือมีส่วนผสมของเกลืออยู่เกือบ 35% เทียบกับน้ำทะเลทั่วไปซึ่งมีส่วนผสมของเกลือเพียง 3.5% ทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ สามารถมีชีวิตอยู่ จึงเป็นที่มาของคำว่า ‘เดดซี ทะเลมรณะ’

แถบเดดซีมีโรงแรม 5-6 ดาว เกือบทุกเชนเปิดให้บริการ ทุกโรงแรมจะมีหาดส่วนตัวให้ลงเล่นทะเลเดดซี และมีโคลนธรรมชาติที่อุดมด้วยแร่ธาตุไว้ให้พอกตัว

มาถึงแล้ว หนาวอย่างไรก็สู้ สวมชุดว่ายน้ำ ลงไปนอนหงาย แช่น้ำในทะเล 5-10 นาที ระวังอย่าให้น้ำเข้าตาหรือปาก เพราะจะเค็มและแสบตามาก จากนั้นขึ้นมาพอกโคลนทั่วตัวและใบหน้า ทิ้งไว้ให้โคลนแห้ง จึงกลับลงไปล้างตัวในทะเลอีกรอบ ทีนี้แหละจะสัมผัสถึงความเนียนเบาของผิวตัวเองจริงๆ (อยากท้าให้ลอง) หลังขึ้นจากทะเลให้ใช้เกลือขัดทั่วตัวยกเว้นที่หน้า แล้วล้างตัวด้วยน้ำเปล่า เป็นอันจบกระบวนการ

ผ่อนคลายสบายตัวแล้ว เราปิดทริปนี้กับมนต์เสน่ห์ของเมือง พันเสา ที่เมืองเจอราช (JERASH) ปอมเปอีแห่งตะวันออกกลาง อดีตหัวเมืองของอาณาจักรโรมัน เมืองโบราณที่มีสิ่งปลูกสร้างแบบโรมันสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในอิตาลี ที่นี่เราจะพบเสา เรียงรายหลายพันต้น จึงถูกเรียกอีกชื่อว่าเมืองพันเสา

เจอราช ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงอัมมาน จุดแรกที่เราพบคือ ประตูเฮเดรียน ประตูเมืองสูงกว่า 11 เมตร ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการเสด็จมาเมืองเจอราชของจักรพรรดิเฮเดรียน ในปีค.ศ.130

เรามาหยุดที่ฮิปโปโดรมหรือลานแข่งม้าความยาวกว่า 245 เมตร ความกว้างกว่า 52 เมตร จุผู้เข้าชมได้มากถึง 15,000 คน ที่นี่ยังถูกใช้เป็นที่จัดแข่งขันของนักรบ Gladiator อีกด้วย

เดินต่อไปจะเจอโอวัล พลาซ่า (Oval Plaza) ในอดีตใช้เป็นสถานที่นัดพบปะชุมนุมสังสรรค์ของชาวเมืองเจอราช ความโดดเด่นอยู่ที่สถาปัตยกรรมที่ล้อมรอบด้วยเสาคอรินเทียมกว่า 160 ต้น รวมถึงยังมีโรงละครทางทิศใต้ เป็นสิ่งก่อสร้างโบราณ ซึ่งจุผู้ชมได้มากถึง 3,000 คน ตรงอัฒจันทร์ เราจะสามารถทดสอบฟังเสียงสะท้อนของตัวเอง จากจุดสะท้อนกลางโรงละคร ด้วยการเปล่งเสียงเพียงเบาๆ เสียงจะย้อนกลับมาให้เราได้ยินอย่างน่ามหัศจรรย์

ต่อไปยังมหาวิหารเทพีอาร์เทมิส สร้างขึ้นปีค.ศ.150 เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีบวงสรวงและพิธีบูชายัญแด่เทพีอาร์เทมิส สถานที่แห่งนี้เคยเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงทำลายเมืองหลายครั้ง ทำให้ เจอราชถูกทิ้งร้าง กระทั่งปี ค.ศ.1878 มีการค้นพบและรัฐบาลจอร์แดนได้บูรณะฟื้นฟูจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญและ สิ่งมหัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรมที่งดงามตามแบบยุคโรมัน

ต้องบอกเลยว่า จอร์แดนเป็นเมืองสงบ ผู้คนอัธยาศัยดี เพียงแค่ว่าตามแหล่งท่องเที่ยวโบราณจะเจอคนพื้นเมืองอย่างชาวเบดูอีน คอยชวนนักท่องเที่ยวไปถ่ายรูปจุดที่ว้าวๆ นั่นหมายความว่าคุณต้องพร้อมจ่ายเงินซื้อประสบการณ์ว้าวๆ 10-20 ดีนาร์จอร์แดน เป็นบาทไทยก็ 500-1,000 บาท แต่เราไม่ไปตามคำชวนเขาก็ไม่ว่า

ทิ้งท้ายทริปจอร์แดนไว้เท่านี้ อยากให้หลายคนไปแล้วประทับใจเหมือนเรา ทริปจบแล้วยังมูฟออนไม่ได้ เพราะรูปถ่ายเยอะจริงๆ

วิภา สุนันท์สถาพร

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน