ทำไม ‘ผู้เลิศฤทธิ์’ จึงได้เป็นอัครสาวก!
ฝึกจิต
ในวันที่เขียนบทความนี้ ผู้เขียนมีโอกาสขึ้นเขาไปที่ “ถ้ำกาฬศิลา” สถานที่นิพพานของพระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้าย ผู้ได้รับการยกย่องจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุใดในด้านการมีฤทธิ์มาก ณ ภูเขาอิสิคิลิ เมืองราชคฤห์
ซึ่งเป็นการเดินขึ้นเขาแบบไม่มีถนนต่อเนื่องเป็นระยะทางประมาณ 30-40 นาที ก็ถือว่าพอได้เหงื่อทั้งที่อยู่ในฤดูหนาว เมื่อขึ้นถึงถ้ำจึงเข้าไปสักการบูชา พร้อมทั้งบอกเล่าเรื่องราวของ พระมหาโมคคัลลานะ ให้แก่ผู้ร่วมเดินทางได้สดับฟัง
โดยคำถามหนึ่งที่หลายคนมักสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของ พระมหาโมคคัลลานะ คือ ในเมื่อพระพุทธเจ้าประกาศห้ามภิกษุแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ แล้วเหตุใดพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงแต่งตั้งพระมหาโมคคัลลานะ ให้เป็นอัครสาวกฝ่ายซ้าย ผู้มีฤทธิ์มาก ไปคู่กับพระสารีบุตร พระอัครสาวกฝ่ายขวา ผู้มีปัญญาเลิศ?
อีกทั้งเรื่องราวในพระไตรปิฎก ล้วนบ่งบอกว่าตลอดชีวิตของ พระมหาโมคคัลลานะ ท่านใช้อิทธิฤทธิ์เผยแผ่พระพุทธศาสนาจนสิ้นอายุขัย ซ้ำยังทำได้ดียิ่งอีกด้วย ซึ่งสิ่งนี้ก็ไปสะกิดต่อมขี้สงสัยของใครหลายคนว่า แล้วทำไมพระพุทธเจ้าจึงไม่ห้าม? หรือ ไม่ติเตียน? พระมหาโมคคัลลานะ!
คำตอบคือ
เพราะการที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องพระมหาโมคคัลลานะ ว่าเป็นยอดของผู้มีฤทธิ์นั้น ไม่ได้ทรงยกย่องที่ตัวอิทธิปาฏิหาริย์ แต่ทรงยกย่องตัวท่านผู้ใช้ฤทธิ์ คือ พระมหาโมค คัลลานะ ด้วยเหตุผลว่า ท่านไม่ได้ใช้ฤทธิ์เพื่อประโยชน์ส่วนตน ไม่ได้ใช้ฤทธิ์เพื่อชักจูงคนให้ลุ่มหลงงมงาย ไม่ได้ใช้ฤทธิ์เพื่อแสดงให้ผู้อื่นรู้ว่าตนเองเก่ง หากแต่ท่าน ‘ใช้ฤทธิ์เพื่อปราบความมัวเมาฤทธิ์’ แล้วชวนให้ผู้คนเกิดการเห็นถูกตรงธรรม
เพราะยุคนั้นผู้คนมัวเมาฤทธิ์กันมากมาย เนื่องจากมีนักบวชจำนวนมากที่ใช้เรื่องฤทธิ์เดช อิทธิปาฏิหาริย์ ทั้งที่มีจริงและไม่มีจริง มาแสวงหาลาภผลใส่ตน ทำให้ผู้คนหลงผิด ยึดติดว่าอิทธิฤทธิ์เป็นที่พึ่งอันประเสริฐ ยึดติดในตัวบุคคล โดยไม่ยึดถือธรรมที่แท้จริง โดยที่ร้ายคือพวกต้มตุ๋น หลอกลวง!
พระพุทธเจ้าทรงเห็นโทษของการแสดงฤทธิ์ดังนั้น จึงบัญญัติไม่ให้ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อวดอ้างแสดงฤทธิ์กับคฤหัสถ์ ภิกษุรูปใดแสดงฤทธิ์ ต้องอาบัติทุกกฎ
ในบางพระสูตร พระองค์ได้ตรัสว่า อิทธิปาฏิหาริย์เป็นสิ่งที่พระองค์ “อึดอัด ขยะแขยง และ เกลียดชัง…” ซึ่งจริงๆ ก็น่าจะเป็นสำนวนการตรัสของพระองค์ ที่ต้องการเปรียบเทียบให้เห็นว่า อิทธิปาฏิหาริย์ไม่ใช่ที่พึ่งอันประเสริฐ เพราะพระพุทธเจ้าย่อมเป็นผู้ไม่ตกอยู่ในวังวนแห่งความเกลียดชังแล้ว เนื่องจากพระองค์เป็นผู้ดับกิเลสเพลิงทุกข์โดยสิ้นเชิงแล้ว และความเกลียดชังก็มีรากฐานมาจากโทสะ ซึ่งพระองค์ทำลายลงสิ้นแล้วนั่นเอง!
แต่ทั้งกระนั้น บางคราวพระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงอิทธิฤทธิ์ด้วยพระองค์เอง ดังมีปรากฏในพระไตรปิฎก เช่น เหตุการณ์ที่พระองค์ใช้อิทธิฤทธิ์กำราบทิฏฐิมานะของเหล่าพระประยุรญาติ ที่วัดนิโครธาราม เมืองกบิลพัสดุ์ หรือการที่พระองค์แสดง “ยมกปาฏิหาริย์” ณ เมืองสาวัตถี เป็นต้น
อีกทั้งในหลายครั้ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ใช้ให้ภิกษุเป็น ผู้แสดงฤทธิ์ เช่น ทรงมอบหมายให้พระมหาโมคคัลลานะ ไปกำราบพยศของนันโทปนันทนาคราช ผู้มีฤทธิ์มาก ที่เนรมิตกายบดบังเขาสิเนรุ ขวางทางองค์สมเด็จพระศาสดาไว้ จนกลายเป็นชัยชนะครั้งสำคัญที่นำไปร้อยกรองไว้ในบทพระคาถาพาหุงฯ หรือมอบหมายให้พระมหาโมคคัลลานะ ไปดัดนิสัยของโกสิยเศรษฐี เศรษฐีขี้เหนียวที่อยากกิน ขนมเบื้อง ไม่ไกลจากกรุงราชคฤห์ หรือ ที่พระศาสดา ทรงมีบัญชาให้ พระควัมปติ ไปช่วยห้ามน้ำจากแม่น้ำสรภู ไม่ให้ไหลบ่าเข้ามาสู่เมืองสาเกต เป็นต้น
สาเหตุที่พระพุทธเจ้าต้องแสดงอิทธิฤทธิ์ ทั้งที่พระองค์ไม่ปรารถนานั้น เพราะบางคนอันเป็นเวไนยบุคคล คือ บุคคลที่สามารถบรรลุธรรมได้นั้น มีอัธยาศัยที่ต้องเกิดศรัทธาเพราะอิทธิปาฏิหาริย์ก่อน จึงยอมอ่อนน้อมเข้าสู่ธรรม เรียกว่า ถ้าเป็นการแสดงฤทธิ์เพื่อระงับความมัวเมาในฤทธิ์ และเป็นเครื่องชักจูงเข้าสู่ธรรม เพราะองค์ก็ทรงทำ แม้พระมหาโมคคัลลานะก็กระทำโดยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ติเตียน
แต่ทั้งนี้ ฤทธิ์ที่พระองค์ทรงสรรเสริญจริง คือ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือ การสอนเป็นอัศจรรย์ หมายถึง คำสั่งสอนที่จูงใจคนให้เชื่อถือไปตามธรรมได้อย่างน่าอัศจรรย์ และ ที่นับว่าเป็นปาฏิหาริย์อย่างที่สุดในพระพุทธศาสนา คือ การที่ประพฤติปฏิบัติตามธรรมแล้วกิเลสพังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา…นั่นต่างหากจึงนับว่าเลิศล้ำอย่างไม่มีสิ่งใดเทียบเทียม!
พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐