ตลอดทั้งปี 2565 ที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกต่างกังวลต่อเศรษฐกิจถดถอยจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ จึงทำให้เห็นการเทขายสินทรัพย์ลงทุนทั้งตราสารหนี้และตราสารทุน กดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและตลาดหุ้นทั่วโลก ปรับตัวลดลงไปไม่ต่ำกว่า 10%
เช่นเดียวกับเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเร่งปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จนทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 16 ปี โดยอยู่ที่ 38.31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรืออ่อนค่าลงกว่า 14.7% เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2564 (YTD)
สำหรับปี 2566 ตลาดเริ่มกลับมาส่งสัญญาณเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง หลังกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกส่วนใหญ่กลับมาเป็นปกติ อัตราเงินเฟ้อผ่อนคลายขึ้น อานิสงส์เชิงบวกต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกที่คลายมาตรการล็อกดาวน์ของจีน ซึ่งเห็นได้จากเงินดอลลาร์สหรัฐที่กลับมาอ่อนค่าอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นปีแตะระดับ 2.2% (YTD)
อย่างไรก็ดี ตลาดการเงินทั่วโลกในระยะต่อไปยังมีความ ไม่แน่นอนสูงและต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ค่อนข้างเปราะบาง
นอกจากนี้ ตลาดการเงินไทยในช่วงที่ผ่านมายังเจอกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่เข้ามาพักเงินรอจังหวะ เห็นได้จากเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดตราสารหนี้สะสมสุทธิตั้งแต่ 1 ธ.ค.2565 – 31 ม.ค.2566 สูงถึง 6.3 หมื่นล้านบาท
เช่นเดียวกับการแสวงโอกาสทำกำไรในตลาดหุ้นไทยจากเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลให้ราคาต่อกำไรล่วงหน้า ของ SET Index ณ สิ้นเดือนธ.ค.2565 สูงถึง 16.1 เท่า
ดังนั้น ประเมินว่าความคาดหวังของตลาดต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทย รวมถึงการกลับมาเกินดุลบัญชีเดินสะพัดตามรายรับจากการท่องเที่ยว อาจส่งผลให้นักลงทุนยังคงกล้าเสี่ยงซื้อขายในตลาดในระดับราคาต่อหุ้นที่แพงขึ้น
เช่นเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยที่มี แนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทำให้น่าจะเห็นเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าตลาดเพิ่มเติม
หนุนค่าเงินบาท ณ สิ้นปี 2566 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบแข็งค่าราว 32.0-33.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มีแรงเทขายทำกำไรระยะสั้นจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นและเงินบาทแข็งค่า
ส่งผลให้ทั้งปีนี้ตลาดการเงินไทยมีความผันผวนมากขึ้น
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี