รั้งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ คือบทบาทและผลสะเทือนจาก นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

เริ่มจากกรณี “ตู้ห่าว” และเมื่อ “ดิว อริสรา” แสดงบทบาทเปิดโปง “มาเก๊า 888”

พร้อมกับระบุเครือข่ายของ 4 พี่น้อง “ตระกูล บ.”

ก็ต่อยอดไปยังกรณีของ “สารวัตรซัว”

พลันที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกคำสั่งให้ “สารวัตรซัว” พ้นไปจากตำแหน่งและดำเนินการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง

ชื่อของ “นายพล จ.” ซึ่งมีชื่อจริงว่า “ก.” ก็ปรากฏ

ความเป็นจริงที่ต้องยอมรับจากบทบาทของ “ชูวิทย์” และ “ดิว อริสรา” ใกล้เคียงกัน

กรณีของ “ดิว อริสรา” ก็ดำเนินไปอย่างที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ สรุปอย่างรวบรัดว่าเป็นบทบาทในแบบ “นารีพิฆาต”

แต่เมื่อตกถึงมือ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ก็มีการ “ขยายผล”

เป็นการขยายผลและดำเนินไปอย่างกดดันต่อสำนึกและความรับผิดชอบโดยตรงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

กลายเป็น “ข้อเสนอ” ที่ไม่อาจ “ปฏิเสธ”

เหมือนกับกรณีที่เกิดขึ้นจะเป็น “อาชญากรรม” แต่ก็สัมพันธ์อยู่กับ “การเมือง”

ในความเป็นจริง ทั้งหมดนี้ได้เกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างมีลักษณะสะสมแต่ก็ต้องยอมรับว่าเบ่งบานขึ้นในห้วง 10 ปีหลังเป็นอย่างมาก

หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557

เบ่งบานขึ้นในท่ามกลางคำประกาศในเรื่อง “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” จากปากของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ต่อเนื่องมายัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

กลายเป็นเครื่องประจาน ผลงานและความสำเร็จ

การเมืองเรื่อง “ธุรกิจสีเทา” จะลงเอยอย่างไร สังคมกำลังตั้งคำถามและอยากรู้

เป็นคำถามไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นคำถามไปยังทุกพรรคการเมือง เป็นคำถามไปยังการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ถามว่าการเลือกตั้งจะเป็นคำตอบให้ได้หรือไม่

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน