คําประกาศ “ก้าวข้าม” ความขัดแย้งจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มิใช่เรื่องใหม่
ความจริงแล้ว เคยเป็นนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ไม่ว่าเมื่อหลังเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562
เพียงแต่ “ประกาศ” แล้วก็ไม่ได้ลงมือ “ปฏิบัติ”
หรือเคยมีการปฏิบัติโดยการแต่งตั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นหัวเรือใหญ่
แต่ก็ได้มาเพียง “น้องเกี่ยวก้อย” มาเป็น “สัญลักษณ์”
ต้องยอมรับว่าการเคลื่อนไหวของ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ทรงความหมาย
ทรงความหมายเพราะได้รับความร่วมมือ เป็นอย่างดี ไม่เพียงแต่จาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่เพียงแต่จาก นายจตุพร พรหมพันธุ์
หากแม้กระทั่งหลายคนในพรรคเพื่อไทย ก็ขานรับ
เป็นการขานรับและเข้าร่วมในการหารืออย่างเป็นรูปธรรมหลายครั้งหลายหนก็ด้วยความเชื่อมั่นต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นสำคัญ
กระนั้น ก็ล้มเหลว และต่างก็รู้ว่าล้มเหลวเพราะอะไร
อย่าแปลกใจหากนี่จะกลายมาเป็นแนวทางของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อีกครั้ง
เนื่องจากคนระดับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ย่อมรู้อยู่เป็นอันดีว่าอะไรคืออุปสรรคทำให้ “ปรองดอง” ไม่อาจ “สมานฉันท์” ได้ในทางเป็นจริง
เมื่อพรรคพลังประชารัฐไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เมื่อพรรคพลังประชารัฐอยู่ในการบริหารจัดการอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และคณะ
ผ่านการรุกเข้าสู่ “นายกรัฐมนตรี คนที่ 30”
ที่เคยเสนอคำขวัญ “รักความสงบ จบที่ลุงตู่” จึงมิได้เป็นความจริงอย่างจริงแท้
จึงจำเป็นที่พรรคพลังประชารัฐจักต้องนำเสนอรักความสงบต้องจบลงที่การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
ต้องดับฝันมิให้ “นายกรัฐมนตรี คนที่ 29” ได้ “ไปต่อ”